อาตมันและปรมาตมั
     Microcosm & Macrocosm


 

                                              
ในจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นอิสระ  แต่จะเชื่อมโยงกันโดยอาศัยธรรมชาติของความเป็นอาตมัน และปรมาตมัน  อาตมันคือสิ่งที่เล็กกว่าหรือ "จุลพิภพ" ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับปรมาตมันซึ่งเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่าหรือ "มหาพิภพ"
อาตมันเป็นอย่างไรปรมาตมันก็จะเป็นอย่างนั้น หรือ ปรมาตมันเป็นอย่างไร อาตมันซึ่งเป็นสมาชิกน้อยๆ ของปรมาตมันนั้นก็จะเป็นอย่างนั้น ผู้ต้องการทราบความจริงที่แฝงอยู่ ในความลึกลับแห่งจักรวาลจะพยายามศึกษาสรรพสิ่งทั้งปวงเพื่อจำแนกออกมาให้ ได้ว่า สิ่งใดเป็นอาตมันและปรมาตมันซึ่งกันและกัน เพราะหากเขาสามารถทราบได้เขาก็จะใช้อาตมันหรือปรมาตมันที่เขาทราบหรือคุ้นเคยเป็นครูหรือเป็นแม่บทเพื่อทราบความจริงของอาตมันหรือปรมาตมันที่เชื่อมโยงกันที่ยังไม่ทราบต่อไป  ท่านอะริโตเติลกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามหากรู้ว่าอะไรที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้แตกต่างกันแล้ว ผู้นั้นย่อมรู้ โลกนี้ทั้งโลก

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสิ่งที่เป็นอาตมันและปรมาตมันซึ่งกันและกัน
   
1  สุริยะจักรวาลเป็นปรมาตมัน  และโลกเป็นอาตมัน
   
2  โลกเป็นปรมาตมัน และมนุษย์และสรรสิ่งทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกนี้เป็นอาตมัน
   
3   ประเทศเป็นปรมาตมัน  และประชาชน เป็นอาตมัน
   
4   ครอบครัวเป็นปรมาตมัน และสมาชิกภายในครอบครัวเป็นอาตมัน
   
5   มนุษย์เป็นปรมาตมัน และกายสังขาร (อันประกอบไปด้วยอวัยวะต่าง ๆ ) รวมทั้งจิตใจและวิญญาณของเขาเป็นอาตมัน

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เป็นอาตมันและปรมาตมันอีกอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน และเป็นภารกิจของท่านเองที่จะต้องค้นคว้าเอาเองโดยอาศัยการเรียนแบบตัวอย่างที่นำมาแสดงนี้
เมื่อท่านทราบว่าอะไรที่เป็นอามตมันและปรมาตมันกันแล้ว การที่จะทราบความลี้ลับต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ ในธรรมชาติซึ่งอยู่พ้นการสังเกตการณ์จากภายนอก ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่พ้นวิสัย ตัวอย่างเช่น ในกรณีครอบครัวเป็นปรมาตมัน และสมาชิกภายในครอบครัวเป็นอาตมัน เป็นต้น หากสมาชิกภายในครอบครัว
( อาจได้แก่บุคคล สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ) เพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่งก็ดีมีความไม่ปกติ นักพยากรณ์ผู้มีความเฉลียวจะทราบได้ ในทันทีเลยทีเดียวว่า ครอบครัวนั้น ๆ ย่อไม่ปกติและสมาชิกภายในครอบครัวหน่วยอื่น ๆ ก็จะไม่ปกติด้วย ส่วนปัญหาที่ว่าความไม่ปกตินั้น ๆ ควรจะเป็นทางด้านใดนั้น ความรู้ทางปรัชญาจะให้รายละเอียดแก่เรา

ความเป็นอาตมันและปรมาตมันซึ่งกันและกันนี้ยิ่งสมบูรณ์เพียงใด ธรรมชาติความเป็นไปทางด้านปรัชญาก็ยิ่งจะมีลักษณะเหมือนกันมากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว และการทราบความจริงโดยวิธีการใช้หลักอาตมันและปรมาตมันก็ยิ่งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย เครื่องมือสำคัญที่อำนวยให้เราสามารถวินิจฉัยได้ว่าสิ่งใดควรจะมีธรรมชาติเป็นอาตมันและปรมาตมันซึ่งกันและกันก็คือ
" การอุปมา"
บทเรียนเรื่องอาตมันและปรมาตมันนี้ นับว่าเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของศาสตร์ลึกลับต่าง ๆ กิจกรรมทางไสยศาสตร์หลายต่อหลายกิจกรรมอาศัยหลักการของอาตมัน ดังเช่นการแขวนพระเครื่องราง หรือการบูชาพระพุทธรูปไว้ในบ้านเป็นต้น การปฏิบัติดังกล่าวก็คือ การสถาปนาพระเครื่องรางหรือพระบูชานั้น ๆ ให้กลายเป็นปรมาตมัน ผู้แขวนพระเครื่องรางและบ้านคืออาตมัน เพราะ ฉะนั้นสิ่งดีงานที่อยู่ในพระเคราะห์รางก็ดี ในพระบูชาก็ดีย่อมจะสะท้อนถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะปรมาตมันเป็นอย่างไรอาตมันก็ย่อมจะเป็นอย่างนั้น เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติตนเพื่อนสร้างความผาสุกให้มีขึ้นภายในครอบครัว หนทางที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดก็คือ การทำบ้านให้สะอาด ขจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลทั้งหลายรวมทั้งความทรุดโทรมและสิ่งปรักหักพักต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปเหลือไว้แต่สิ่งเจริญใจและความสมบูรณ์ทั้งหลาย  ครอบครัวซึ่งย่อมมีธรรมชาติเป็นปรมาตมันก็จะมีแต่ธรรมชาติแห่งความสมบูรณ์พูนสุขไปเอง ตามหลักของอาตมันและปรมาตมัน

ปรัชญามูลฐานของวิชาโหราศาสตร์
หลังจากแนวความคิดในการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ ได้รับพัฒนาการมาโดยลำดับ ในที่สุดนักโหราศาสตร์ก็ค้นพบปรัชญาสำคัญสำหรับใช้เป็นมูลฐานในการศึกษาค้นคว้าวิชาโหราศาสตร์
2 ข้อด้วยกัน ปรัชญาดังกล่าวคือ
   
1 ทุกส่วนของปรมาตมันย่อมอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน
        อธิบายว่า อันจักรวาลของเรานี้ย่อมมีสภาพเป็นสิ่งที่มีชีวิตซึ่งมีความใหญ่โตมโหฬารอันหนึ่ง ส่วนทุกส่วนที่อยู่ในจักรวาลล้วนมีความเชื่อมโยงกัน จักรวาลคือปรมาตมัน หรือ "มหาพิภพ" ส่วนมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักวาลนั้นคือ อาตมัน หรือ "จุลพิภพ" อาตมันเป็นส่วนหนึ่งของปรมาตมันหรือจักรวาล ทุกอาตมันย่อมจะมีความเป็นไปตามกฎอันเดียวกัน เป็นไปในแนวเดียวกัน เป็นไปในแนวเดียวกันหรือละม้ายคล้ายกัน (ตามหลักอาตมันและปรมาตมัน ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น )