ความหมายเกี่ยวกับฟ้าทางโหราศาสตร์
 

 ฟ้าคืออะไร ?

 

                คำตอบที่ตรงที่สุดก็คือ ฟ้าคือความว่างเปล่าซึ่งมีขนาดมหึมา บรรดาวัตถุท้องฟ้าทั้งหลายเช่น ดาวฤกษ์  ดาวพระเคราะห์ ฯลฯ ลอยอยู่ในท้องฟ้าเหมือนกับกรณีวัตถุเจือปนลอยอยู่ในน้ำหรือในท้องทะเลนั้นเอง

                วิชาดาราศาสตร์พิจารณาฟ้าว่ามีสัณฐานเป็น รูปทรงกลมซึ่งมีขนาดมหึมาอันหนึ่งซึ่งการสันนิษฐานหรือการสมมุติเช่นนี้ มิได้ทำให้การคำนวณที่เกี่ยวกับ มุมคลาดเคลื่อนไปแต่ประการใด และยิ่งไปกว่านั้นยังถือว่าจุดศูนย์กลางของทรงกลมฟ้า เป็นจุดเดียวกับ จุดศูนย์กลางของโลกอีกด้วย ทำให้มีขั้วฟ้าเหนือ ซึ่งตรงกับขั่วโลกเหนือ และขั้วฟ้าใต้ซึ่งตรงกับขั้วโลกใต้ มีศูนย์สูตรฟ้าตรงกับศูนย์สูตรโลก และโลกมีแล๊ตติจูด ฟ้าก็มีแล๊ตติจุดฟ้า โลกมีลองกิจูด ฟ้าก็มีเมอริเดียน ซึ่งล้วนตรงกัน โลกเป็นอย่างไร ฟ้าก็เป็นอย่างนั้น และฟ้าเป็นอย่างไร โลกก็เป็นอย่างนั้น และมีสภาพเป็น ปรมาตมัน อาตมัน ซึ่งกันและกัน สำหรับสำหรับในกิจกรรมของ วิชาโหราศาสตร์ซึ่ง ขนานคู่กันมาและมีข้อพิจารณาทำนองเดียวกันกับวิชาดาราศาสตร์นั้น ย่นย่อการพิจารณาฟ้าลงมา เพียงส่วนของฟ้าที่วิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ผ่านเท่านั้น ซึ่งวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์นี้ วิชาโหราศาสตร์เรียกว่า ระวิมรรค และเนื่องจากเมื่อมองจากโลกแล้วเห็นว่า ดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ปีละ 1 รอบ ระวิมรรคจึงมีลักษณะเป็นวงกลม และเมื่อถือว่าฟ้ามีสันฐานทรงกลมแล้ว ระวิมรรคก็จะเป็นที่เรียกกันว่า จักรราศี ( Zodiac ) ซึ่งขนาดของบริเวณนั้นถือระวิมรรคเป็นหลัก กล่าวคือ กว้างออกไปข้างละประมาณ 9 องศาจากระวิมรรค จักรราศีจึงมีลักษณะเป็นแถบกว้างประมาณ 19 องศา และแล่นไปกับระวิมรรค อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัตินั้น เมื่อพูดว่า จักรราศี นักโหราศาสตร์โดยทั่วไป จะหมายถึงวิถีโคจรของดวงอาทิตย์หรือ ระวิมรรค เสมอไป ในที่สุดก็มาถึง ฟ้า ในทัศนะของวิชาโหราศาสตร์ สำหรับในความหมายทางโหราศาสตร์ ซึ่งสรุปแล้วก็คือ จักรราศี นั่นเอง และที่ไม่พิจารณา ส่วนอื่นของฟ้า เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุด และที่เป็นเช่นนั้น ก็คงจะเนื่องมาจากระวิมรรคนั้นความจริงแล้วคือ วิถีการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การที่เห็นเป็นวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ก็เนื่องมาจากเรามองจากโลกออกไป นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่งก็คือ บรรดาดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ในสุริยะจักรวาลจะโคจรอยู่ในระนาบเดียวกันนี้ หรือก็คือโคจรอยู่บริเวณระวิมรรคนั่นเอง  ฟ้า ของนักโหราศาสตร์จึงหมายถึง จักรราศี และใช้จักรราศีแทนฟ้าเสมอไป



ความหมายที่สอง

ฟ้าคือ ความว่างเปล่าซึ่งมีขนาดขว้างใหญ่ไพศาลมาก บรรดาวัตถุทั้งหลายเช่น ดาวฤกษ์ ดาวพระเคราะห์ ฯลฯ ลอยอยู่ในท้องฟ้าเหมือนกับกรณีวัตถุต่าง ๆ  เจือปนลอยอยู่ในท้องทะเล วิชาดาราศาสตร์พิจารณาฟ้าว่ามีสัณฐานเป็น รูปทรงกลมซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล อันหนึ่งซึ่งการสันนิษฐาน หรือการสมมุติเช่นนี้ มิได้ทำให้การคำนวณที่เกี่ยวกับ มุมคลาดเคลื่อนไปแต่ประการใด และยิ่งไปกว่านั้นยังถือได้ว่าจุดศูนย์กลางของทรงกลมฟ้า เป็นจุดเดียวกับ จุดศูนย์กลางของโลกอีกด้วย ทำให้มีขั้วฟ้าเหนือ ซึ่งตรงกับขั้วโลกเหนือ   และขั้วฟ้าใต้ซึ่งตรงกับขั้วโลกใต้ มีศูนย์สูตรฟ้าตรงกับศูนย์สูตรโลก และโลกมีแลตติจูด ฟ้าก็มีแลตติจูดฟ้า โลกมีลองติจูด ฟ้าก็มีเมอริเดียน ซึ่งล้วนตรงกัน โลกเป็นอย่างไร ฟ้าก็เป็นอย่างนั้น และฟ้าเป็นอย่างไร โลกก็เป็นอย่างนั้น และมีสภาพเป็น ปรมาตมัน อาตมัน ซึ่งกันและกัน สำหรับในกิจกรรมของ วิชาโหราศาสตร์ซึ่ง ขนานคู่กันมาและมีข้อพิจารณาทำนองเดียวกันกับวิชาดาราศาสตร์นั้น ย่นย่อการพิจารณาฟ้าลงมา เพียงส่วนของฟ้าที่วิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ผ่านเท่านั้น ซึ่งวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์นี้ วิชาโหราศาสตร์เรียกว่า ระวิมรรค และเนื่องจากเมื่อ มองจากโลกแล้วเห็นว่า ดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ปีละ 1 รอบ ระวิมรรค จึงมีลักษณะเป็นวงกลม และเมื่อถือว่าฟ้ามีรูปทรงกลมแล้ว ระวิมรรคก็จะเป็นที่เรียกกันว่า จักรราศี ( Zodiac ) ซึ่งขนาดของบริเวณนั้นถือระวิมรรคเป็นหลัก กล่าวคือ กว้างออกไปข้างละประมาณ 9 องศาจากระวิมรรค จักรราศีจึงมีลักษณะเป็นแถบกว้างประมาณ 19 องศา และแล่นไปกับระวิมรรค   ในทางปฏิบัตินั้น เมื่อพูดว่า จักรราศี นักโหราศาสตร์โดยทั่วไป จะหมายถึงวิถีโคจรของดวงอาทิตย์หรือ ระวิมรรค เสมอไป ในที่สุดก็มาถึง ฟ้า ในทัศนะของวิชาโหราศาสตร์   ซึ่งสรุปแล้วก็คือ จักรราศี นั่นเอง และที่ไม่พิจารณา ส่วนอื่นของฟ้า เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุด และที่เป็นเช่นนั้น ก็คงจะเนื่องมาจาก ระวิมรรค นั้นความจริงแล้วคือ วิถีการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การที่เห็นเป็นวิถีโคจร ของดวงอาทิตย์ก็เนื่องมาจาก เรามองจากโลกออกไปนั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่งก็คือ บรรดาดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ในสุริยะจักรวาลจะโคจรอยู่ใน   ระนาบเดียวกันนี้ หรือก็คือโคจรอยู่บริเวณ ระวิมรรค นั่นเอง ฟ้า ของนักโหราศาสตร์จึงหมายถึง จักรราศี และใช้จักรราศีแทนฟ้าไปในตัว