1
มติชน Scoop@matichon.co.th
ประชาชื่น
วันพุธที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2551
แรม 5 ค่ำ เดือน 4 ปีกุน หน้า 20
......................................................................................
รางวัลสตรีดีเด่น

ในพระพุทธศาสนา
เชิดชูสตรีผู้กล้าแห่งกองทัพธรรม
โล่รางวัลสะท้อนแสงแวววับ กรอบประกาศเกียรติ
คุณสีทองอร่ามทรงคุณค่า เป็นเสมือนกำลังใจที่ทำให้ผู้
ได้รับรางวัลรู้สึกสดชื่นอันเนื่องจากว่ามีคนเห็นคุณค่าในสิ่ง
ที่พวกเธอทำ
ใช่ – สรรพนามบุรุษที่3 ใช้คำว่าเธอ
เพราะรางวัลที่พูดถึงนี้ มีชื่อว่า “รางวัล สตรีดีเด่น
ในพระพุทธศาสนา”

โดยการสนับสนุนขององค์การยูเนสโก
ซึ่งจัดตั้งในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี
เป็นวันสตรีแห่งโลก

งานมอบรางวัลจึงมีเป็นประจำทุกปี
เพื่อประกาศและเชิดชูคุณความดีของผู้กล้า
สตรีแห่งกองทัพธรรมทั่วโลก เชิดชูเกียรติของสตรีผู้
ประกอบคุณงามความดีในพระพุทธศาสนา
สำหรับปี 2551 นี้ ได้มีการจัดงานและมอบรางวัล
ให้กับสตรีดีเด่น 20 คน จาก 7 ประเทศ ซึ่งได้มีการมอบ
รางวัลเชิดชูเกียรติไปแล้ว ที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี
ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
สำหรับรายนามของทั้ง 20 คน นั้นได้แก่
ภิกษุณีมุทิตา (เยอรมัน), ซิลเวีย เวทเซล (เยอรมัน),
โนบูโกะ โอโนะ (ญี่ปุ่น), ภิกษุณี ดร.เมียง ซุงซูนิม
(เกาหลีใต้), ภิกษุณีซิก เจียน เยน (จีนไทเป), ภิกษุณี
เว่ย ชุน (จีนไทเป), แพทย์หญิงหลี่ หัว หยาง (จีน
ไทเป), ภิกษุณีเปมะ โชดรอน (อเมริกัน), ภิกษุณีเบธ
เคนจิ โกลด์ริง (สหรัฐอเมริกา), ภิกษุณีแพทริเซีย ได
เอน เบนเนจ (สหรัฐอเมริกา), แจคเกอลีน เครเมอร์
(สหรัฐอเมริกา), ภิกษุณีอานันทะโพธิ (อังกฤษ)
และสำหรับสตรีไทยที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้อีก 8 คน คือ
ภิกษุณีศีลนันทา นักบวชที่ถือเป็นหนึ่งในอิฐก้อน
แรกๆ ที่ปูทางไปสู่การจัดตั้งสถาบันภิกษุณีในประเทศไทย
ท่านตั้งมั่นในการศึกษาธรรมะ โดยในปัจจุบันกำลังศึกษา
พระพุทธศาสนาระดับปริญญาโทอยู่ที่ International Buddhist
Collage จ.สงขลา
สิกขมาตุผสุดี สะอาดวงศ์ ที่เป็นสิกขมาตุรูป
แรกแห่งสำนักสันติอโศก ท่านไม่กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่อายุ
13 ปี ตราบจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 70 ปีแล้ว
ท่านสมาทานศีล 10 เคยบำเพ็ญตบะด้วยการอดอาหาร 14
วัน นั่งเนสัชชิ (ไม่เอาหลังแตะพื้น) 1 พรรษา และเขียนหนังสือธรรมะหลายเล่ม
แม่ชีพิมพ์ใจ มณีรัตน์ เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ
“ศูนย์การศึกษาตามอัธยาศัยนานาชาติไทยภูเขา” เพื่อช่วย
เด็กชาวไทยภูเขาที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ให้มีโอกาสได้
เรียนหนังสือขั้นพื้นฐาน เพื่อให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสพัฒนา
ตนเองไปสู่การศึกษาขั้นสูงต่อไป โดยท่านเชื่อว่า “ความรู้คืออำนาจ ความรู้คือโอกาส”
แม่ชีวารี ชื้อทัศนะประสิทธิ์ ออกบวชในพระ
พุทธสาสนามาเป็นเวลากว่า 40 ปี ท่านทำหน้าที่เป็นครูฝึก
แม่ชีไทยให้ออกไปเป็นครูสอนธรรมะและครูสอนวิชาทั่วไป
จนถึงปัจจุบันมีลูกศิษย์มากมายหลายรุ่น ท่านพำนักอยู่ที่
วิทยาลัยจิตตภาวัน จ.ชลบุรี และดำรงตำแหน่งเลขานุการของสถาบันแม่ชีไทย
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เป็น
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์มานานกว่า 20 ปี
เตือนใจ กุญชร ณ อยุธยา ดีเทศน์ เป็น
นักพัฒนา นักเขียนที่สนใจความสมดุลระหว่างมนุษย์กับ
ธรรมชาติและมนุษย์กับมนุษย์ ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่น
แห่งชาติ พ.ศ.2539 และรางวัลคนดีศรีสังคมสาขางาน
สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2534 เธอเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติ
และชาวไทยภูเขาหลายเล่ม
อังกูร วงศ์เจริญ พยาบาลวิชาชีพได้ช่วยเหลือ
เพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยพิบัติทางภาคใต้ของไทยตามหลัก
“โพธิสัตวธรรม” ในพุทธศาสนามหายานแบบจีน โดย
ประสานงานกับสภากาชาดไทยในเหตุภัยพิบัติสึนามิ เป็นผู้
ริเริ่มโครงการลดความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติตามชุมชน
ชายฝั่งและหมู่เกาะเต่า
อรสม สุทธิสาคร เป็นนักเขียนอิสระที่เขียนสาร
คดีสะท้อนปัญหาสังคมไทยที่เกี่ยวกับเด็ก ผู้หญิง ครอบครัว
ความรุนแรง และผู้อยู่ในมุมมืด มานานกว่า 20 ปี โดยเชื่อ
ว่าการสะท้อนความจริงของชีวิตจะทำให้เรารู้จักคุณค่าของ2
ชีวิตและตั้งต้นอยู่ในความไม่ประมาท เธอเขียนหนังสือกว่า
30 เล่ม เช่น สนิมดอกไม้ เด็กพันธุ์ใหม่วัยเอ็กซ์ เป็นต้น
รางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนานี้ มีทั้งนักบวชและอุบาสิกา
หลายคนอาจสงสัย ทางพระพุทธสาสนานั้น
ต่างกันอย่างไร ระหว่าง ภิกษุณี แม่ชี และ สิกขมาตุ
“ภิกษุณี” เป็นคำใช้เรียกนักบวชหญิงใน
พระพุทธศาสนา คู่กับคำว่า ภิกษุ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกนักบวชชาย
สำหรับ “แม่ชี” เป็นเพียงอุบาสิกา หรือ
พุทธศาสนิกชนเพศหญิง ที่ถือศีล 8 ข้อ อย่างชาวพุทธที่
เคร่งครัด และ “สิกขมาตุ” หมายถึงนักศึกษาหรือนักบวช
ฝ่ายหญิงที่ใช้เรียกในกลุ่มชาวอโศก หรือที่รู้จักกันในนามสันติอโศก
มีโอกาสได้คุยกับผู้ได้รับรางวัลนี้บางคน
ถามถึงบทบาทของสตรีในปัจจุบัน ตลอดจนการ
ทำงานของแต่ละคน เรื่องราวคำบอกเล่าที่ได้รับฟังนั้นน่าสนใจ
ภิกษุณีศีลนันทา บอกว่า เรื่องราวของรางวัลที่
ได้รับนั้นภูมิใจ แต่สิ่งที่สำคัญคือ รู้สึกดีที่ได้ทำดีแล้วมี
ประชาชนโลกได้รับรู้ เผยแพร่สิ่งที่ทำให้คนอื่นได้ดำเนินเป็น
แบบอย่าง สานต่อความดีนั้นต่อไป เพราะเท่าที่สังเกต ทุก
วันนี้ เรื่องร้ายๆ มักเป็นข่าว เรื่องดีๆ มักไม่ค่อยเป็น
“อาตมาเป็นคนตัวเล็กๆ แต่อาจเป็นเพราะผู้ใหญ่
หลายท่าน เห็นว่าเราตั้งใจจริง มีความจริงใจในการ
ช่วยสังฆะ (สงฆ์) ตัวอย่าง เช่น ได้ช่วยเหลือสามเณรีท่าน
หนึ่งที่เพิ่งบวชใหม่ที่ไม่รู้หันหน้าไปฝั่งไหน ชีวิตเกิดปัญหา
เราก็ได้เข้าไปช่วยเหลือ สามเณรีรูปนั้นเป็นชาวอาร์เจนตินา
และไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทางประเทศมาเลเซีย จึงเกิด
เป็นมิตรสัมพันธ์กันกว้างไกล” ภิกษุณีศีลนันทา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ดังคำประกาศเกียรติคุณของคณะกรรมการที่ตัดสินรางวัล
ภิกษุณีศีลนันทา เป็นนักบวชหญิงท่านแรกๆ ที่
พยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสถาบันภิกษุณีในประเทศ
ไทย โดยท่านมองถึงผลที่จะได้รับว่าหากสตรีคนใดเกิด
ปัญหา ก็จะได้เข้ามาหาและปรึกษาภิกษุณี เพราะเรื่อง
ลึกซึ้งบางเรื่องพูดกับพระเพศตรงข้ามลำบาก ก็มาพูดกับ
พระฝ่ายหญิงซึ่งก็ไม่ได้พูดและให้คำปรึกษาแต่เรื่องทางโลก
จะพยายามดึงให้เข้ามาสู่การปฏิบัติธรรม แม้จะเป็นจุด
เล็กๆ แต่ภิกษุณีท่านนี้คิดว่าจะช่วยพัฒนาสังคมได้แน่นอน
เป็นบทบาทของพระฝ่ายหญิงที่สำคัญ

“สิ่งที่อาตมาอยากเห็น คือ พระทุกท่าน ไม่ว่าจะ
เป็นฝ่ายหญิงหรือชายก็ตาม เกิดการปฏิบัติเข้าใจจิตใจของ
ตนเอง ซึ่งจะทำให้รู้ว่าตนเองเป็นอย่างไร ผู้อื่นก็ไม่ต่างไป
จากนั้น ใครที่เป็นทุกข์ก็เข้ามาปฏิบัติธรรม ฝึกเผยแพร่ ทั้ง
ทางจิตและทางโลก อนาคตอยากเห็นพระชายและพระ
หญิงปรองดองกัน ประสานกัน ดำเนินไปบนทางหลุดพ้น
แห่งความพุทธ พร้อมกับช่วยเหลือคนด้วยพ้องกับความเป็นพุทธบริษัททั้งสี่”
ภิกษุณีศีลนันทากล่าว พร้อมกับวิเคราะห์บทบาทของสตรีในปัจจุบันว่า...
“บทบาทสตรี จริงๆแล้ว พบว่าพระฝ่ายหญิง
ทำงานดีๆ มากมาย และก็ทำมานานแล้ว แต่บ้านเรายังไม่
ยอมรับ บอกว่าผู้หญิงบวชไม่ได้ เพราะการบวชภิกษุณีต้อง
มีภิกษุณีมาบวชให้ ซึ่งในประเทศไทยตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่มี
ภิกษุณีอยู่แล้ว ในปัจจุบันมีภิกษุณีในเมืองไทย 6-7 รูป
เท่านั้น ซึ่งบวชมาจากต่างประเทศ แต่มองสถานการณ์นี้กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ”
ทางฝากฝั่งของฆราวาสที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้...
แม้จะยังถ่อมตนอยู่ว่า ยังทำงานเพื่อ
พระพุทธศาสนาน้อย ไม่เหมาะกับรางวัล แต่หากมองลึกลง
ไปแล้ว จะพบว่า “เตือนใจ กุญชร ณ อยุธยา ดีเทศน์”
นั้น พยายามสนับสนุนเรื่องของสถานภาพภิกษุณี มาโดยตลอด
ในสมัยที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) เตือนใจ พยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม
สถานภาพของนักบวชสตรี เข้าสู่การพิจารณาของ
คณะกรรมาธิการ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการพิจารณาอย่าง
รอบคอบ และรัดกุม พิจารณากันในอนุกรรมธิการกิจการ
สตรีแล้ว และจะเสนอต่อชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรี ซึ่ง
ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หญิง และ
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หญิงบางส่วน
กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อให้รัฐได้คุ้มครอง และ
ส่งเสริม สถานภาพนักบวชหญิง3
“เพราะว่าในยุคนี้ ผู้หญิงค่อนข้างเป็นเหยื่อสังคม
มาก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว สังคม การเป็น
เหยื่อของบริโภคนิยม วัตถุนิยม โลกาภิวัฒน์ การปฏิบัติ
ธรรมผู้หญิง 80 เปร์เซนต์ แสดงว่าใส่ใจธรรมะ ให้ธรรมะเป็น
หลักในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าเป็นหลักศาสนาใด แต่ว่า
โอกาสศึกษาเป็นผู้เผยแพร่ธรรมะน้อยไป ดีใจที่มีภิกษุณีใน
พระพุทธศาสนาในหลายประเทศ” เตือนใจ กล่าว
ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทในภาคส่วนต่างๆ ของ
สังคมมากขึ้น ผู้หญิงทั่วโลกมีการรวมตัวกัน เรียกร้องเกิด
ความเสมอภาค แต่พุทธศาสนามองไปไกลกว่าความเสมอ
ภาคของความเป็นหญิงเป็นชายนั่นคือเรื่อง การบรรลุธรรม เข้าถึงธรรม
ปฏิบัติธรรม และเผยแพร่ธรรม
“การมอบรางวัล สตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนาซึ่ง
เป็นรางวัลระดับโลก จะทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่าศาสนา
ไม่ใช่สิ่งมอมเมา แต่ศาสนาคือแก่นของธรรมะ น่ายินดีที่
ผู้หญิงทั่วโลกมองเห็นว่า แก่นธรรมของพระพุทธศาสนา ทำ
ให้ชีวิตมนุษย์ดำเนินไปอย่างมีหลัก คือ หลักที่ไม่ไปตามกระแส
...อย่างน้อยที่สุด หลักไตรสิกขา อย่าง 1.ทาน คือ
การให้อย่างสละตัวตน ให้ความรู้ ให้ธรรมะ ให้อภัย 2.ศีล
การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำให้ชีวิตผู้คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้
ไม่เบียดเบียนกัน และ 3.ภาวนา การเจริญสติ เจริญปัญญา
จะทำให้เรามองโลกอย่างที่เป็นจริง ไม่ใช่มองโลกอย่าง
สมมติ บัญญัติ แต่ต้องมองอย่าง ปรมัตถ์ คือมองอย่างหลุด
พ้น ถึงแก่นธรรม คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่
มีตัวตน” อดีตสมาชิก สนช.กล่าว
โดยเธอมีความคาดหวังว่า หากได้กลับมาอยู่ใน
แวดวงการเมืองอีกครั้ง อยากทำให้รัฐสภาตลอดจนศาล
ต่างๆ มีความเป็น สัตบุรุษ คือ มีความซื่อสัตย์ เข้าถึงธรรมะ
ทางด้าน อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีอิสระ
ผู้มีผลงานเกี่ยวกับผู้หญิงมากมาย เปิดเผยความรู้สึกว่า...
“เป็นรางวัลแรกในการทำงาน สารคดีกว่า 20 ปี
ทั้งยังได้จากแวดวงอื่นที่ไม่ใช่แวดวงวรรณกรรม” เธอกล่าวกลั้นหัวเราะ
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หลุดลอยจากหลักการในการ
พิจารณารางวัลของคณะกรรมการ เพราะงานสารคดีของ
นักเขียนหญิงผู้นี้ สะท้อนสัจจะของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ของผู้หญิง เด็ก ความรุนแรง เป็นเรื่องในมุมมืดของสังคม ที่
เธอฉายผ่านงานเขียนให้เห็นทางสว่างของชีวิต ให้
ความหวังแก่ผู้หมดหวัง จุดไฟพลังให้ผู้มีความทุกข์หยัดยืนลุกขึ้นสู้ต่อ
อรสมบอกว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงที่มีความทุกข์อยู่
เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เฉพาะเรื่องเงินทอง บางคนมีฐานะดี
การศึกษาดี ก็ยังประสบความทุกข์ โดยเฉพาะเรื่อง
ครอบครัว เรื่องความรัก จากประสบการณ์ในการลงพื้นที่
เก็บข้อมูลจริง สิ่งที่สามารถดับทุกข์เหล่านั้นได้ คือการมี
ธรรมะกำกับ จะช่วยให้รับกับปัญหา หรือความทุกข์ที่จะเกิดได้ดีขึ้น
“บทบาทสตรี ทุกวันนี้มีการพูดถึงเยอะ มีการ
เรียกร้องสิทธิในหลายๆ เรื่อง เชื่อว่า สังคมไทยเปิดกว้าง
มากขึ้น แต่ด้วยสถานะความเป็นผู้หญิง การที่จะได้รับการ
ยอมรับ คงต้องพิสูจน์ตัวเองหนักกว่าผู้ชาย ด้วยการทำงาน
หนักขึ้น ทุ่มเทมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีเป้าหมายชีวิต
ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ รู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต จะ
ทำให้เราก้าวเดินไปสู่จุดหมายง่ายกว่าคนที่ไม่รู้จัก
เป้าหมายของตัวเอง” นักเขียนสารคดีหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หากมองในเรื่องสิทธิพื้นฐานของทุกผู้ทุกคน สิทธิ
อย่างการที่จะมีความสุข และการที่จะไม่ทุกข์ เป็นเรื่องที่ทุกคนเท่าเทียม
เช่นเดียวกับเรื่องการปฏิบัติธรรม การประกอบ
คุณงามความดี ก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไว้ที่บุรุษเพศเท่านั้น
หากแต่สตรีเพศ ก็สามารถที่จะเข้าถึงสร้างคุณประโยชน์ ให้
พระพุทธศาสนา ให้สังคม ให้ประเทศ
ให้โลกใบนี้สงบสุขได้เช่นกัน
                                                           เชตวัน เตือประโคน