การพยากรณ์จรรายปี จังหวะใด ๆ ก็ตามบนฟ้า เราสามารถจะนำเอามาใช้

สำหรับการพยากรณ์จร ได้ทั้งสิ้น

ความต้องการของมนุษย์ ดิ้นรนไปตามหนทาง 2 หนทางคือ

    1. ตามเป้าหมาย ของ แรงผลักดัน
    2. ตามเป้าหมาย ของ ความต้องการ

ภาระกิจของชีวิตมนุษย์ ปฏิบัติเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายทั้ง 2 นี้ เพราะฉะนั้น ความหมายของชีวิต จึงได้แก่ การเจริญเติบโต การพัฒนาการ การรู้และการกระทำ การเพิ่มพูนประสบการณ์ การอำนวยการ การทำให้เกิดความสมบูรณ์และการสร้างสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น การถึงแก่กรรม การทำความชั่วร้ายและการรับใช้ประเทศชาติ อันเป็นเรื่องของการทำลายหนทาง และการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลสำเร็จตามเป้าหมายทั้งสอง ตามกาลเวลาที่เรามีอยู่ ซึ่งมีลีลาขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวแพ้เดี๋ยวชนะ เรียกว่า โชคชะตา

โชคชะตา ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ แต่เป็น สิ่งที่ได้ ถูกกำหนดไว้โดยแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม เป็นกฎสำคัญ ที่มั่นคง และเป็นอมตะ

ปัจจัยของโชคชะตา คือ ลักษณะทางกายสังขาร พันธุกรรม การศึกษา พื้นเพ สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ ฟ้า ในความหมายอย่างกว้างที่สุด จากประสบการณ์ พบว่าโชคชะตานี้ อยู่ในอิทธิพลของดวงดาว นั่นก็คือ หลักพื้นฐานของปรัชญาแห่งโลก สาขาวิชา โหราศาสตร์ ซึ่งเรากำลังศึกษากันอยู่ ปัจจัยของโชคชะตานี้เป็นสิ่งที่ ฟ้า ประทานมาให้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นสิ่งที่ได้กำหนดขึ้นไว้โดยแน่นอนด้วย โครงสร้าง อันสูงส่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจลึกลับชนิดหนึ่ง ลำพังตัวของเราเองย่อมจะไม่มีทางที่จะเรียกร้องความต้องการใด ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตา เราได้ชีวิตของเรามาด้วย การเกิด ซึ่งการเกิด นี้ หาใช่เป็นความต้องการของเราไม่ จุดจบของชีวิตที่เป็นไปตามกาลเวลา คือ ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นแก่มนุษย์เช่นเดียวกันกับ การนอนหลับ

ชีวิตของคนนั้นมีขั้นมีตอน ลีลาของชีวิตจะแบ่งออกได้เป็นขั้น ๆ ตามกาลเวลา เช่น วัยเด็ด หรือ ปฐมวัย วัยเจริญเติบโตหรือมัชณิมวัย วัยชราหรือปัจฉิมวัย เป็นต้น มาตราที่สำคัญซึ่งเราใช้การวัดหรือใช้สำหรับการแบ่งการคำนวณขั้นตอนดังกล่าวนี้ คือ วัน เดือน และ ปี มาตรานี้ เราเอามาจาก อาทิตย์ ถึงแม้ในบางกรณีเราจะเอามาจากการโคจรของดวงจันทร์ ก็ตาม และ โลก กล่าวคือ เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ เราได้ วัน และเมื่ออาทิตย์โคจรรอบจักรราศีครบ 1 รอบ เราจะได้ ปี จึ่งเห็นได้ว่า ความจริงนั้น บทบาทของ อาทิตย์ ที่มีต่อชีวิตคน หาใช่เพียงเป็นผู้บันดาลแสงสว่างกับความร้อนเท่านั้นไม่ แต่ยังทำหน้าที่เป็น นาฬิกา บอกถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของชีวิตอีกด้วย

ในการพยากรณ์เหตุการณ์ ก่อนอื่นท่านจะต้องทำความคุ้นเคยถึงธรรมชาติของ เวลาให้มากขึ้นอีกสักนิด เพราะเป็นสิ่งที่เราจะต้องใช้สำหรับระบุการปรากฏของเหตุการณ์ต่าง ๆ นักปรัชญาคือ คันท์ ( Kant ) กับ โชเปนเฮาเออร์ ( Schopenhouer ) กล่าวว่า เวลาของเรานั้นไม่มี แต่จะมีขึ้นได้ ก็โดยการอาศัยความนึกคิดเท่านั้น คำกล่าวนี้ ถึงแม้จะเข้าใจยากสักนิด แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากถ้าหากลองคิดให้ดี ๆ ตราบใดที่เวลายังหมายถึงอดีตและอนาคต เวลาของเราย่อมจะไม่มี เพราะอดีตจะมีขึ้นได้ก็โดยอาศัยการจำของเราเท่านั้น ถ้าจำไม่ได้ อดีตก็ไม่มี อนาคตก็เช่นเดียวกัน เราต้องคิด ต้องการสังหรณ์ จึงจะมี ที่มีอยู่จริง ๆ นั้น คือ ปัจจุบัน ตราบเท่าที่เรายังเป็นตัวของเราอยู่ ปัญหาสำคัญที่กำลังเป็นอยู่คือ อันปัจจุบันนั้นขนาดไหน วันนี้หรือ ไม่ใช่ เพราะส่วนหนึ่งของวันนี้ย่อมกลายเป็นอดีตไปแล้ว ชั่วโมงนี้ ก็ไม่ใช่อีก ปัจจุบันนั้นคือ ขณะนี้ ซึ่งนานชั่วพริบตา หรือหากกล่าวเป็นภาษาคำนวณ ก็นานเพียงขนาดปรมาณของเวลาเท่านั้น เวลาจึงมีอยู่ชั่วขณะเดียว แล้ก็ผ่านเลยไป เมื่อเทียบกับความไม่สิ้นสุด จึงถือว่าไม่มี

กฏการดลบันดาล กฎของ ต้นเหตุ กับ การแสดงผล สร้างสะพานเชื่อมโยงจากอดีตไปสู่ อนาคต การพยากรณ์ล่วงหน้า คือการประเมินค่าจาก เหตุในอดีต เพื่อหา ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากการพยากรณ์ที่หวังผลได้ อย่างแน่นอนที่สุด จำต้องอาศัย วิชาดาราศาสตร์ เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ข้อมูลต่าง ๆ อันเกี่ยวกับท้องฟ้า เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการใช้ การคำนวณ ประกอบการพยากรณ์ด้วย

ดวงชะตากำเนิด กับ การพยากรณ์จร

เวลา ย่อมผ่านไป ตามแนวทางของมัน โดยมิได้พวงว่า เราจะรู้อนาคตของเราหรือไม่ โดยการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ นักอุตุนิยมวิทยาไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ฉันใด นักโหราศาสตร์ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้ฉันนั้น อย่างไรก็ดี เรามีความสามารถที่จะรู้และเข้าใจ สามารถที่จะทราบเรื่องราวและสาเหตุที่มาของโชคชะตาได้ฉันนั้น ๆ และสามารถที่จะปรับตนให้สอดคล้องกับแนวทางต่าง ๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การพยากรณ์จึงมิไช่การปฏิบัติเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะ ขุดทองจากดวงชะตา เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง นักโหราศาสตร์เองก็คงกลายเป็นเศรษฐีกันไปตามกันหมดแล้ว

สิ่ง ที่แสดงอยู่ในดวงชะตากำเนิดนั้น ในระยะต้น จะอยู่ในลักษณะ แอบแฝง อยู่เฉย ๆ กล่าวคือจะ สงบนิ่ง

อยู่ในบุคคลเป็นรูปของ คุณสมบัติต่าง ๆ ความโน้มเอียงหรือความชอบพอ ความสนใจ ความสามารถ ประสิทธิภาพ เหมือน หลับอยู่ ครั้นเมื่อถึงเวลา สิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะถูก ปลุกให้ตื่น โดย การพัฒนาการ ที่เหมาะ สิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้น ย่อมจะแสดงออกมา ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งตามพัฒนาการของมัน ในรูปต่าง ๆ เช่น แบบ รูปร่าง ความชื่นชมยินดี ความดีใจ การแสดงกาย ประสบการณ์ การมีชีวิตอยู่ การเกิด

การพยากรณ์ เพื่อต้องการทราบว่า เมื่อใด สิ่งที่มีอยู่ในดวงชะตาในสภาพของการ แอบแฝง อยู่นี้ จะปรากฏขึ้น คือ การพยากรณ์จร นั้นเอง

ปรัชญาของการตรวจดวงชะตา

ในการตรวจดวงชะตาในวิชาโหราศาสตร์ โดยทั่วไปกับนักโหราศาสตร์มีปรัญาว่า

ไม่ใช่ ตรวจเพื่อจะทราบว่า วันนี้จะมีอะไร ดังที่เคยกว่ากันเล่น ๆ แต่ตรวจเพื่อ ให้ทราบว่า

วันนี้ จะมีเหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นหรือไม่

กล่าวคือ ใช้วิธี ตรวจเป็นเรื่อง ๆ

  1. วิธีตรวจเรื่องร้าย

เพ่งเล็ง ไปที่ ดาวบาปเคราะห์

อังคาร เสาร์ มฤตยู เนปจูน ฮาเดส แอดเมตอส

สำหรับ จุดเจ้าชะตา ที่ใช้ ให้ใช้ จุดเมษ อาทิตย์ หรือ จันทร์ หากเจ้าชะตาเป็นหญิง สำหรับ เมอริเดียน กับ ลัคนา นั้น เมื่อมั่นใจจึงใช้ (มั่นใจในการปรับดวงชะตา )

 ดวงสงกรานต์

    เป็นการพยากรณ์จรรายปีให้ทราบว่าปีนี้จะเกิดอะไร โดยอ่านจาก ณ ตำแหน่งดาวและปัจจัยต่าง ๆ บนท้องฟ้า ณ. วันที่ อาทิตย์จรรายปี ย้ายเข้าราศีมังกร ที่ 00 Cp 00 หรือ 270.0 จากราศีเมษ ส่วนมากจะเป็นการ

    ดูทั่ว ๆ ไป ประกอบกับการดู ดวงทินวรรษเฉพาะบุคคลนั้น

  1. ดวงทินวรรษ

เป็นการดวงชะตาเฉพาะบุคคลนั้น จึงอาจอ่านชะตาชีวิตในรอบปีนั้น ๆ จากวันเกิด ถึงวันเกิดของปีต่อไป

จากดวงทินวรรษได้อีกด้วย กล่าวคือ อ่านดวงทินวรรษทำนองเดียวกับอ่านดวงชะตากำเนิด

จึงอาจสรุปการอ่อนได้ดังนี้

เป็นอันทราบกันดีว่า มีข้อสนใจอยู่ 2 ประการที่สำคัญคือ

    1. สนใจปัจจัยที่สัมพันธ์กับ จุดเจ้าชะตา พร้อมทั้ง จุดสะท้อน และ บวก ลบ โค้งสุริยายาตร์
    2. สนใจเรือน 1 4 7 10 โดยเฉพาะ เรือนที่ 10 เรือนที่ 1 และเรือนที่ อาทิตย์และลัคนาทินวรรษสถิต เพราะเรือนนี้จะบอกเรื่องราวที่สำคัญในปีนั้น ๆ
    3. ตรวจโค้งอายุในรอบปีว่าเกิดอะไรขึ้น