หลักการผสมดาว

 

                สำหรับผู้ที่เรียนโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนใหม่ อาจมีปัญหาการอ่านดาวว่าจะอ่านอย่างไรถึงจะเข้าใจความหมายของมัน ในพื้นดวง หรือดาวจร การหลักทั้งอ่านดาวจรและดาวพื้นดวงเหมือนกัน ท่านต้องเข้าใจเรื่องการผสมความหมายของดาวก่อน การผสมความหมายก็คือการเอาความหมายของดาวสองดวง สามดวง ฯลฯ มาผสมเข้าด้วยกันและแปลออกมาเป็นเรื่องที่เจ้าชะตาฟังแล้วเข้าใจ

                หลักการผสมดาวมีดังนี้ เรามาเริ่มเรื่องกันเลย การเรียนโหราศาสตร์ตัวนี้ก็เหมือนเรียนภาษา ภาษาหนึ่ง มีหลักการ ของการใช้ ประธาน กริยา กรรม เข้ามาช่วย ก่อนอื่นเราจะต้องแยกดาวออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือดาวที่เป็นจุดเจ้าชะตา จะมี อาทิตย์ จันทร์ เมริเดียน ที่เป็นตัวเรา และอีกชุดคือ ลัคนา ราหู เมษ คือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งสองคือจุดเจ้าชะตา 6 จุด ท่านต้องจำความหมายทั้ง 6 จุดให้แม่นยำเป็นสำคัญ ต่อไปก็เป็นดาวเคราะห์ที่จะนำมาผสมกับจุดเจ้าชะตาทั้ง 6 จุดนี้มันก็จะบอกเรื่องต่าง ๆ ของเจ้าชะตา ดาวทั้งหมดก็จะแบ่งเป็นดาวดีและดาวร้าย และดาวที่เป็นกลาง

1.      ดาวด้านออกผลดีก็มี ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวพูลโต คิวปิโด โครโนส อาพอสลอน วัลคานุส

2.      ดาวด้านออกผลร้าย แต่บางทีก็อาจส่งผลดีก็ได้ ดาวเสาร์ เนปจูน อังคาร ฮาเดส แฮดมตอส

3.      ดาวเป็นกลาง เช่น โพไซดอน ดาวพุธ

ตอนนี้เราก็ได้ทราบว่าบนท้องฟ้าเราแบ่งดาวออกเป็นสองจำพวกคือเป็นจุดเจ้าชะตาซึ่งมีความสำคัญใช้แทนตัวเราและสภาพแวดล้อม และดาวเคราะห์ที่ให้บอกอาการหรือความเป็นไปของเจ้าชะตา การที่เราจะผสมดาวทั้งสองกลุ่มเข้ามาหากันและแปลออกมาเราก็ใช้มุมองศาเข้ามาวัดมุมดาวระหว่างจุดเจ้าชะตากับดาวเคราะห์ทั้งหลายที่ได้กล่าวมา เรื่องของการวัดมุมนั้นเราใช้หลักความรุนแรงของมุมดังนี้ คือมุมทับ คือ มุม 0 องศา มุม 180 องศา มุม 90 องศา มุม 45 องศาตามลำดับ ส่วนมากมุมที่ทางนักโหราศาสตร์ใช้กันก็จะมีมุมมากมาย แต่ในที่นี้ให้ใช้แค่ 0 องศา 180 องศา 90 องศา 45 องศา ความรุ่นแรงที่จะส่งผลกับตัวเจ้าชะตาเริ่มจากมุม 0 แรงที่สุด 180 รองลงมา 90 รองลงมา 45 รองลงมา คงต้องอธิบายความรุ่นแรงอีกคืออะไร ความรุ่นแรงคืออาการส่งผลถ้ามีสิ่งใดมาทับตัวเราหรือมีรถยนต์มาชนเราก็จะคือมาวัตถุสิ่งนั้นถึงตัวเราคือทับตัวเราอาจทำให้เราเกิดความเสียหายหรือถึงกับชีวิตได้ หรือได้รับบาดเจ็บอย่างรุ่นแรง แต่ถ้าเป็นมุม 180 ความรุนแรงก็ลดลงไปหน่อยกับถึงบาดเจ็บอย่างมาก ก็พอยังรู้สึกตัวสามารถรุกขึ้นมาเดินได้ แต่อาจมีการบาดเจ็บบ้าง แต่น้องกว่ารถยนต์วิ่งเข้ามาหาแน่นอนความรุ่นแรงต่างกันไปตามองศาดาว แต่บางครั้ง มุมน้อย ๆ เช่น 45 องศา ก็ทำให้เกิดความรุ่นแรงได้เหมือนกันขึ้นอยู่กับปัจจัยบนท้องฟ้าที่จะอำนวยหรือส่งผลนั้นมากน้อยเพียงใด หรือมีปัจจัยร่วมเข้ามาส่งผลด้วยเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจสักนิดเมื่อท่านเรียนไปแล้วจะเข้าใจเอง

                หลักการดาวก็มีดังนี้ดาวสำรวจพื้นดวงครั้งแรกท่านควรมองหาจุดเจ้าชะตาเป็นหลักก่อนอื่นว่าจุดเจ้าชะตาไปทำมุมถึงดาวอะไรบ้าง เช่น อาทิตย์ ทับ เสาร์ อยู่ในพื้นดวง เราก็อาจตีความได้ว่าเจ้าชะตาอาจต้องมีการเดินทางพลัดพรากอยู่เนื่อง ๆ หรือชอบย้ายบ้าน อยู่บ้านไม่ติด ชอบเดินทาง ทำไมเราถึงแปลแบบนี้ ก็เพราะอาทิตย์คือตัวเจ้าชะตา เสาร์เป็นดาวแห่งการพลัดพราก การเดินทาง การแตกแยก เมื่อเราเอาดาวสองความหมายมาผสมกันก็จะได้ อาทิตย์เป็นตัวประทาน และมี เสาร์เป็นกริยา เราก็จะแปลได้หลายรูปแบบสุดแต่เราจะพูดออกมามันจะตรงเข้าจุดใดจุดหนึ่งแน่นอนเจ้าชะตาจะต้องเป็นอย่างนั้น ส่วนมากการดูเราต้องมีการถามเจ้าชะตาไม่ใช่ว่านั่งพูด ๆ ไปตามดาวอย่างเดียวมันก็ไม่ถูกหลัก เราต้องทราบข้อมูลของเค้าด้วยเหมือนแพทย์ต้องถามอาการคนไข้เหมือนกันเพราะเราเป็นนักโหราศาสตร์ ไม่เป็นเป็นนักนั่งทางใน ที่จะพูดอะไรไปตามจิตสั่ง เราไม่ใช่ เราต้องค่อยสำรวจจุดเจ้าชะตาที่ไปทำมุมกับดาวเคราะห์ ต่อไปข้าพเจ้าจะใช้ว่าความสัมพันธ์จะดีกว่า เพราะความสัมพันธ์ก็คือมุมดาวแต่จะไม่บอกว่ามุมอะไร เรื่องความรุนแรงเอาไว้ไปพูดกันทีหลัง เช่น เราไปตรวจพบว่า ดวงจันทร์เจ้าชะตาไปทำมุมสัมพันธ์ถึงดาวอังคารเราก็จะแปลไปได้ว่าเจ้าชะตามีความรู้สึกชอบเอาชนะ อารมณ์ร้อน เอาแต่ใจตนเองเป็นหลัก มันเกิดจาก จันทร์คืออารมณ์ความรู้สึกของเจ้าชะตา + กับ ความหมายของดาวอังคารเข้าไป เราก็จัดคำแปลออกมาใหม่ให้ดูสวยงามว่าเจ้าชะตาเป็นคนใจร้อน หรือเป็นคนที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ต้องมีอะไรทำตลอดเหมือนดาวอังคาร คือกิจกรรม ถ้าลัคนาไปทำมุมสัมพันธ์กับอังคาร ก็จะแปลได้ว่า สภาพแวดล้อมของเค้าต้องอยู่กับดาวอังคาร คือเป็นคนที่อยู่ไม่สุขในสภาพแวดล้อมรอบตัวเจ้าชะตาแต่อาจไม่ใช่ตัวเค้าเช่นเจ้าชะตาต้องทำงานวุ่นวายทั้งวันแต่กลับมาบ้านเค้าเป็นคนรักสงบชอบทำอะไรตามสบายซึ่งตัวเค้าจะเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะรู้ว่าเค้าเป็นคนอย่างไรก็ไปดูที่เมริเดียนไปอยู่ในราศีอะไรหรือไปทำมุมกับดาวอะไร เช่นเมริเดียนไปอยู่ในราศีตุลย์ เจ้าชะตาก็เป็นคนรักสงบ เพราะดาวทุกดวงต้องประจำอยู่ในราศีเสมอไม่มีดาวดวงไหนอยู่นอกราศี เราต้องเอาราศีเข้ามาช่วยในการพยากรณ์ด้วย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านต้องเข้าใจเรื่องราศีให้แม่นยำด้วยเหมือนกัน บางทีลัคนาอยู่ในราศีเมษ เราก็รู้แล้วว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตาต้องเป็นคนอยู่ไม่สุขมีกิจกรรมทำตลอดเวลาหาเวลาว่างไม่ได้เพราะราศีเมษ มีดาวอังคารเป็นเจ้าเรือน ก็เพียงพอในการอ่านแล้ว ถ้าลัคนาไม่ทำมุมถึงอะไรเราก็เช่นราศีไป

                ส่วนนี้เป็นการผสมดาวแค่สองดวงเท่านั้นยังง่ายอยู่ บางท่านไปเจอดาวที่มารวมตัวกันอยู่ตั้งแต่สอง สาม สี่ ดวงเข้าไปเกิดอาการงง แปลไม่ออกแล้ว ท่านเคยเป็นแบบนี้ไหมข้าพเจ้าคิดว่าทุกคนเป็นแน่นนอนสำหรับผู้ที่ฝึกใหม่ๆ ขึ้นแรกท่านอย่าไปตกใจกลัวว่ามันจะยากในการตีความ มันมีวิธีง่าย ๆ เพียงเราหาดาวที่เป็นประธานขึ้นมาสักตัว แล้วแยกมันออกเป็นทีละสองตัว เช่นมีดาว จันทร์ พุธ อังคาร เสาร์ เนปจูน รวมตัวกันอยู่หรือทับกันอยู่เป็นกระจุกมันทำให้ท่านงงมาก เพียงท่านใช้วิธีแยกมันออกมาแล้วผสมเข้าไปใหม่ท่านก็สามารถอ่านความหมายได้แล้ว มีหลักดังนี้ เช่น ในที่นี้เราจะใช้จันทร์เป็นตัวหลัก ในการแปล เราก็เอาจันทร์+พุธ ก่อน ว่าจะแปลว่าอะไร ดาวพุธมันก็เกี่ยวกับคำพูด ความคิด การติดต่อ เราก็ก็เขียนเก็บเอาไว้ ต่อไป จันทร์+อังคาร อังคารแปลว่าอะไร มันก็จะบ่งบอกถึงกิจกรรม การเอาชนะ ความใจร้อน จันทร์+เสาร์ เสาร์แปลว่าอะไร ก็อาจได้คำแปลว่าการสันโดษ หรือการอยู่คนเดียว การพลัดพราก จันทร์+เนปจูน ดาวเนปจูนแปลว่าการลวงหลอกหรือความไม่จริงใจ เราก็แยกดาวออกเป็นคู่ ๆ โดยมีจันทร์เป็นประทาน จันทร์ในที่นี้เราอาจแปลว่าอารมณ์ ความรู้สึก บุคคลเพศหญิง ถ้าจะให้ข้าพเจ้าแปลออกมาทั้งหมดก็จะแปลได้ว่าเจ้าชะตามีการใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาหรือรุนแรงอยากจะพูดอะไรไปก็พูดทำให้สร้างปัญหาให้กับตัวเค้าทำให้อาจไม่มีเพื่อนหรือต้องอยู่คนเดียว คือดาวเสาร์ และคำพูดบางทีก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงคือดาวเนปจูน หรือพูดเลื่อยเกินความเป็นจริง จนคนเดินหนีไปหมดคือดาวเสาร์ หรืออาจแปลได้ว่าแฟนหรือภรรยาเป็นคนดังที่ได้กล่าวมา หรือแม่เค้าก็ได้ ไม่ใครก็ใครคนหนึ่ง เพราะดวงจันทร์จะแปลได้ว่าคืออารมณ์ของเจ้าชะตา ภรรยา แม่ เราก็ต้องค่อย ๆ ถามว่าเค้าเป็นคนอย่างนี้หรือไม่ถ้าไม่ใช่เป็นภรรยาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่เป็นแม่เค้าหรือไม่ มันก็อยู่เพียงแค่สามเรื่องเท่านั้นเอง เราก็ได้คำตอบแล้ว และอีกอย่างหนึ่งในการอ่านดาว เราสามารถเราดาวที่มีมุมสัมพันธ์ต่อเนื่องมาผสมกันก็ได้ก็ให้หลักเดียวกันว่าจะเอาอะไรเป็นประธาน เช่นมีดาวมีมุมสัมพันธ์ถึง สามมุม เช่น อาทิตย์ 45 องศากับ พฤหัส   ดาวพฤหัสทำมุมสัมพันธ์กับดาวมฤตยู ที่ 90 องศา  เราก็หวานหมู เราอาทิตย์เป็นหลัก อาทิตย์+พฤหัส+มฤตยู ก็จะได้ความหมายออกมา ท่านไม่ต้องไปมองความแรงของมุมเลยเอาไว้ทีหลัก ก็จะแปลได้ว่าเจ้าชะตาเป็นคนที่มีโชคลาภมีเงินทองหาเข้ามาได้ง่าย หรือเงินไม่ขาดมือเลย  อาทิตย์ ก็แปลว่าตัวเจ้าชะตา และถือเป็นจุดเจ้าชะตา พฤหัส แปลว่าโชคลาภ การเงิน มฤตยู แปลว่า พลับพลัน เราก็เอาความหมายมารวมกันก็จะได้ ประทาน + กริยา + กรรม ท่านจงใช้หลักนี้ในการผสมดาวแล้วท่านจะไม่หลงทางเพียงแต่ท่านแม่นดาวเคราะห์แต่ละดวง และเข้าใจความหมายของจุดเจ้าชะตาก็เพียงพอแล้ว ท่านจะพลิกแพง คำพูดให้ดูสวยงามน่าฟังอย่างไรก็ได้แต่ขอให้อยู่ในความหมายของดาวก็แล้วกันจะทำให้เจ้าชะตาเกิดความประทับใจ อย่างแน่นอน บางทีจากเรื่องเสีย ๆของเค้าเราก็พูดให้ดี ๆ เจ้าชะตาฟังแล้วก็เอาไปคิดไปเกิดความคิดด้านลบกับตัวเรา อย่างน้อย ๆ คำพูดที่เราพูดออกไปสำคัญมากดาวมันแรง เราก็พูดให้มันสวยงามก็ได้ให้เจ้าชะตาเค้ารับได้ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คนที่มาดูกับเราติดและอยากมาดูอีก

                อีกประการหนึ่งเราสามารถเอาจุดสะท้อนมาผสมช่วยด้วยก็ได้ โค้งฯต่าง ๆ ก็ได้ ทำได้เช่นเดียวกัน ปัจจัย ต่าง ๆ เช่น ศูนย์รังสี จุดอิทธิพล ก็ใช้หลักการเดียวกันหมด ท่านต้องฝึกอ่านดวงบ่อย ๆ และมากดวง ดวงต่าง ๆ ที่ท่านดูไปคือครูของเรานั่นเอง