บทที่ 472

การที่ราศีของไทยกับสากลไม่ตรงกัน บางคนดูดวงไทยบอกว่าราศีนี้ แต่มาดูแบบสากลบอกว่าราศีนี้เกิดจากการใช้ระบบ
ตัดค่าการเคลื่อนของราศีต่างกันทำให้มีการสับสน ที่คือที่มาที่ไปว่าทำคนทำนายบอกราศีไม่เหมือนกัน เราใช้ราศีคงที่แต่ไทย
ใช้ราศีเคลื่อนที่ทำให้เกิดการที่บอกราศีผิดกันไป แต่ถามว่าราศีแบบไหนแน่นอนกว่าก็คงตอบแบบกลาง ๆ ว่า ราศีคงที่นะครับ

ราศี สายนะ          ( ราศีแบบเคลื่อนที่ ) คือราศีอันเกิดจากจักรราศีสายนะ

ราศี นิรายนะ         ( ราศีแบบอยู่กับที่ คือราศีอันเกิดจากจักรราศีนิรายนะ

                            ซึ่งทางโหราศาสตร์ยูเรเนียนของเรานั้น เราไม่สนใจจักรราศีนิรายนะ
                          
และไม่ควรไปวิตกกังวลเกี่ยวกับราศีดูแล้วจะหาข้อสรุปกันไม่ได้      

จักรราศีแบบอยู่กับที่ เมื่อแบ่งออกเป็นราศี 12 ราศีแล้ว ราศีแต่ละราศีจะอยู่ตรงกับดาวฤกษ์ที่มีชื่อตรงกับชื่อราศีกล่าวคือ ราศีเมษจะอยู่ตรงกับกลุ่มดาวฤกษ์รูปราศีเมษ ราศีพฤษภอยู่ตรงกับกลุ่มดาวฤกษ์รูปราศีพฤษภ ฯลฯตรงทั้ง 12 ราศี

          เนื่องจากตรงจุดตั้งต้นของจักรราศีแบบอยู่กับที่นี้ ไม่มีดาวสถิต ฉะนั้น จุดตั้งต้นของจักรราศีแบบอยู่กับที่จึงเป็น  จุดสมมุติ จุดหนึ่งบนท้องฟ้า ซึ่งใช้สำหรับกิจกรรมทางดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์โดยเฉพาะ

          จักรราศีแบบอยู่กับที่ หรือ จักรราศีแบบนิรายนะนี้ วงการโหราศาสตร์ต่างประเทศ ( สากล ) นิยมใช้ประโยชน์สำหรับการพยากรณ์เกี่ยวกับ ยุด ต่าง ของโลก แต่ไม่นิยมใช้สำหรับการพยากรณ์ ทุกประเภท สำหรับวงการโหราศาสตร์ในประเทศอินเดีย ซึ่งโดยทางสันนิษฐานคาดว่าจะเป็นต้นกำเนิดของโหราศาสตร์ไทยนั้น นิยมใช้ทั้งจักรราศีแบบอยู่กับที่ และแบบเคลื่อนที่

          ภาพข้าล่างนี้ แสดงให้เห็นถึงการเหลื่อมกันของราศีต่าง ระหว่างจักรราศีแบบอยู่กับที่ คือ นิรายนะ กับจักรราศีแบบเคลื่อนที่ สายนะ

                            เมษ                      เมษ   จุดตั้งต้น ( จุดเมษ ) ของจักรราศีแบบเคลื่อนที่

จุดตั้งต้นราศีแบบอยู่กับที่      23.50                         สายนะ

      นิรายนะ                    อายนางศ

                ( Precesssion )   

                                                                  

                                                l         k

                                     a 

                                                a        l                            ดวงอาทิตย์

                                      b

                                                                                               โลก

 

อายนางค์ ( Precession )

          คือ ปรากฏการณ์ การโคจรของ จุดวิษุวัต หรือจุดเมษ ซึ่งโคจรไปในทิศทางย้อนจักรราศี ค่าของอายนางค์ คือ ง่ามมุม ที่จุดศูนย์กลางของโลก จาก จุดตั้งจักรราศีนิรายนะไปยัง จุดตั้งต้นจักราศีสายนะ โดยนับเวียนตามเข็มนาฬิกา  เนื่องจากจุดวิษุวัต จะโคจรย้อนจักรราศีประมาณ ปีละ 55 ฟิลิบดา ดังนั้น ค่าอยายนางค์ จึงเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2541 ค่าประมาณ 23.50

          โดยอาศัยค่าอายนางค์นี้ เราย่อมสามารถ แปลงตำแหน่ง สมผุส ของปัจจัยต่าง จาก สำหรับจักรราศีสายนะเป็นจักรราศีนิรายนะ หรือ จากจักรราศีนิรายนะเป็นจักราศีสายนะ ได้ดังนี้

          สมผุสนิรายนะ    =       สมผุสสายนะ - อายนางค์

          สมผุส สายนะ     =       สมผุสนิรายนะ + อายนางค์


บทที่ 473
 

สรุป แนวทาง การพยากรณ์ด้วย เรือนชะตาเมอริเดียน ควรฝึกไว้ให้ดีจะให้คุณประโยชน์มากมาย
กับท่านในต่อไป  เรือนชะตานี้ถือว่ามีความสำคัญที่สุดและยากทีสุดสามารถดูเรื่องที่ผ่านมาและยังมาไม่ถึงได้
รวมไปถึงเรื่องในชาติหน้าและชาติที่แล้วได้ ความหมายก็จะไม่ดาวก็ต่างกันไป

                เมษ                       ฉัน ปรากฏอยู่ที่ใดในสังคมใด

                อาทิตย์                   ฉัน รู้สึกกายอย่างไร

                ลัคนา                     ฉัน วางตนต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างไร

                จันทร์                     การสำรวมอารมณ์ น้ำใสใจจริง

                ราหู                       ความสัมพันธ์ ฉัน เป็นแบบไหน

                พุธ                        ความคิดของ ฉัน อยู่ที่ เรือน ไหน

                อังคาร                    ฉัน มีกิจกรรมในทิศทางใด

                พฤหัส                    ฉัน หา และ ประสบความสุขหรือโชคลาภได้ที่ไหน

                เสาร์                      ภาระอะไรที่ ฉัน กำลังแบกเอาไว้ ฉัน ถูกจำกัด หรือ ได้บทเรียนจากอะไร

                มฤตยู                     อะไร ที่ทำให้ ฉัน ตื่นเต้น

                เนปจูน                    ความยุ่งเหยิงในตัว ฉัน เป็นแบบไหน จุดอ่อนของ ฉัน อยู่ที่ไหน

                พลูโต                    ฉัน จะสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัว ฉัน ได้จากอะไร

                คิวปิโด                   อะไร ที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกทางด้านครอบครัวและหมู่คณะของฉัน

                อาเดส                   เรือน ไหน ที่นำความทุกข์มาให้ฉัน

                เซอุส                    ฉัน วางเป้าหมายของ ฉัน ไว้ที่ไหน การกระทำของ ฉัน มุ่งไปในทิศทางใด

                โครโนส                 ความสามารถของ ฉัน เป็นแบบไหน ฉัน จะมีอำนาจหน้าที่โดยทางไหน

                อาพอลลอน            ฉัน จะสามารถขยายตัวและจะไปให้ไกลออกไปได้โดยอาศัยอะไร

                แอดเมตอส             พลังงานและอำนาจภายในอยู่ที่ไหน

                วัลคานุส                 พลังงานและอำนาจภายในอยู่ที่ไหน

                ไพโซดอน              แสดงทองแสงธรรมเข้ามาสู่ ฉัน โดยทางใด

บทที่ 474
 

วิธีการคำนวณโค้งจันทร์ยาตร์ ( สำหรับดูเหตุการณ์รายเดือน )

 โค้งจันทร์ยาตร์ คือ ระยะเชิงมุม ระหว่าง จันทร์จรสุริยคติ กับ จันทร์กำเนิด ซึ่งอาจคำนวณได้จากสูตร

          โค้งจันทร์ยาตร์   =   จันทร์ ( จค ) -  จันทร์ ( กน)

      โค้งจันทร์จันทร์กำเนิด + arc+จันทร์จร - จันทร์กำเนิด

จันทร์ ( จค) คือคิด 1 วัน เท่ากับ 1 ปี  คิดจากอายุเต็มของแต่ละปี เช่น นายก. เกิด วันที่ 11 กันยายน 2498

ขณะนี้อายุเต็ม 11 กันยายน 2540 เท่ากับ 42 ปี  ให้นับวันจากวันที่ 10 กันยายน 2498 ไปอีก 42 วันตรงกับ

วัน เดือน ของวันที่ใด จันทร์ วันนั้นคือ จันทร์ (จค) 23 ตุลาคม 2498  ค่าองศา 285.00

      โค้งจันทร์ยาตร์      =   285.00 - 95.16 

       โค้งจันทร์ยาตร์    =   189.84 อายุครบ 42 ปี

ในกรณีที่องศาของจันทร์ ( จค ) น้อยกว่า จันทร์ ( กน ) ให้เอา 360 บวก กับ จันทร์ ( จค ) ก่อนทำการลบ

เมื่อเราได้ตำแหน่งโค้งจันทรยาตร์ที่เป็นอายุเต็ม ก็ใช้วิธีบวกเพิ่ม โดยใช้เกณฑ์ 1 เดือน ต่อ 1 องศา เพิ่มเข้า

เข้าไปว่าขณะนี้อายุเต็ม ไปแล้วกี่เดือน เช่นอายุ 42 ปี 3 เดือน จะได้ 189.84 + 3 องศา ก็จะได้โค้งจันทร์

รายเดือน ธันวาคม ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ตำแหน่งนี้ไปตรงกับปัจจัยพื้นดวง หรือ ปัจจัยจรบนท้องฟ้า อะไร

บ้าง  จนครบ 12 เดือน พออายุเต็มของปีต่อไปก็ให้ไปหา โค้งจันทร์ยาตร์ใหม่ตามที่กล่าวมาข้างต้น

การการโค้งจันทร์ยาตร์โดยประมาณ 

บทที่ 475

สวัสดีปีใหม่นักเรียนทุกท่านและผู้ที่ติดตามโหราศาสตร์วันละนิด ของข้าพเจ้ามา ก็เป็นเวลาสอบปีเต็ม เมื่อวันที่ 18/12/2008
นานเหมือนกันที่ข้าพเจ้าได้เขียนขึ้นมาหวังว่าใครที่เข้ามาอ่านคงจะได้ความรู้ ไม่มากก็น้อย และปีนี้ก็คงจะเขียนกันต่อไป
จนกว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่านนะ ขอบคุณและดีใจ ที่ทุกท่านเข้ามาอ่าน ในนี้มีแต่ความรู้ที่ข้าพเจ้าได้เรียนมาจากอาจารย์ประยูรฯ
และความรู้ที่ได้สะสมมา หลายสิบปี นำออกมาให้ท่านอ่าน ยังไม่หมดนะครับ ยังไม่ต่อไปเพราะ คำว่าโหราศาสตร์นั้นเรียนกันไม่จบ  เราต้องศึกษาหาความรู้เข้าตัวเองให้มาก ธรรมชาติ จะช่วยให้เราเข้าใจวิชานี้ได้มากขึ้น ถ้าใครไม่ยึดติดกับวิชาใดวิชาหนึ่งและทำความเข้าใจในธรรมชาติ คือท่านหลุดพ้นจากสิ่งเดิม ๆ ข้าสู่โลกแห่งความเป็นธรรมชาติที่งดงาม หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจนะ ว่าเราไม่ควรยึดติดกับอะไร วิชาใดที่ทำให้ท่านเข้าใจ และได้ความรู้นั่นคือ ธรรมชาติ ขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งความรู้ที่ท่านจะได้รับจากการอ่าน นะครับ คงไม่พูดอะไรมากนักครั้งต่อไปเราจะได้มาเรียนกันต่อวันนี้เป็นวันปีใหม่ ขอพูดหน่อย ว่าทำมานานแล้ว และก็ดีใจที่มีใครบางคนสนใจเข้ามาอ่านดูจากตัวเลขที่เปลี่ยนทุกวันอย่างน้อย ๆ คนหรือสองคนก็ดีใจ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเขียนทุกวันที่ผ่านมาก็ต้องไปดูที่จำนวนคนเข้าแต่ละวันทำให้มีกำลังใจในการเรียน คิดว่าโหราศาสตร์วันละนิดอาจช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากของเดิม ๆ มาสู่วิชาที่เรียนไม่สิ้นสุด ในคำสอนของ ท่านอาจารย์ ประยูร พลอารีย์ และนาย Udo ที่สองคนนี้จุดประกายความรู้ทางด้านดวงดาวให้กับข้าพเจ้า ขอบคุณท่านสองคนนี้ ถ้าไม่มีสองท่านนี้ก็ไม่มีวันนี้

บทที่ 476
 

วิธีการพยากรณ์จรดวงชะตาจรสุริยะคติ

1.   กำหนดให้ จุดเจ้าชะตา อยู่กับที่ แล้วให้ดาวพระเคราะห์จรสุริยะคติจรไปสัมพันธ์กับจุด

เจ้าชะตา จุดเจ้าชะตาเป็น ปัจจัยแสดงผล   ถ้าเป็นการพายากรณ์ โดยใช้ทฤษฎีเรือนชะตา     ก็กำหนดให้ เรือนชะตาอยู่กับที่ แล้วให้ดาวพระเคราะห์จรสุริยะคติ จรไปตามเรือนต่าง ( เรือนชะตาเป็น ปัจจัยแสดงผล )

2.   กำหนดให้ ดาวพระเคราะห์อยู่กับที่ ( ดาวพระเคราะห์ในดวงชำตากำเนิด ) แล้วให้จุดเจ้าชะตา โคจรไป ( จรสุริยะคติ ) สัมพันธ์กับดาวพระเคราะห์  ( จุดเจ้าชะตาเป็นปัจจัยส่งผล )

3.   ดาวพระเคราะห์จรสุริยะคติ โคจรไปสัมพันธ์กับ ดาวพระเคราะห์ในดวงชะตากำเนิด

     ( ดาวพระเคราะห์จรสุริยะคติ เป็น ปัจจัยส่งผล )

          อย่างไรก็ดี เนื่องจาก ในทฤษฎีพระเคราะห์สนธิ กล่าวว่า โครงสร้างดาวพระเคราะห์ที่มี จุดเจ้าชะตาร่วมอยู่ด้วย เป็นโครงสร้างที่ให้ผลในการพยากรณ์ มากกว่า โครงสร้างที่ไม่     มีจุดเจ้าชะตาร่วมอยู่เลย เพราะฉะนั้น ในการพยากรณ์โดยทั่ว ไป จึงมักใช้กรณีที่ 1 กับ 2 เป็นพื้น อนึ่ง การพยากรณ์จรสุริยะคติ ( ทั้งนี้ รวมทั้งการพยากรณ์จรวิธีอื่น ที่กล่าวมาแล้วด้วย )มิได้ถูกจำกัดให้ใช้อยู่แต่เฉพาะในวงการของ โหราศาสตร์ยูเรเนียน เท่านั้น ท่านสามารถ         ที่จะนำไปใช้ในโหราศาสตร์ระบบใด ก็ได้ เพราะล้วนเป็นหลักพยากรณ์ทั่ว ไป อันเป็นแนวความคิดของนักโหราศาสตร์ในสมัยอดีต ทั้งสิ้น โหราศาสตร์ ยูเรเนียน มีภารกิจเพียง ทำการพัฒนาให้ดีขึ้นเท่านั้น มิได้เป็นเจ้าของเสียแต่ผู้เดียว        

หลักนิยมของการพยากรณ์จร

                การพยากรณ์ทางโหราศาสตร์นั้น ตามปกติจะพยากรณ์เป็นช่วง ๆ หรือ ตามกำหนดเวลาที่แน่นอนอันหนึ่ง และห้วงเวลาที่ใช้สำหรับการพยากรณ์จร โดยธรรมดาจะกำหนดเป็น ในรอบปี ในรอบเดือน และในรอบวัน เพราะฉะนั้น การพยากรณ์จร จึงอาจแบ่งออกได้ ดังนี้

1.    การพยากรณ์เหตุการณ์ภายในปีต่าง ๆ                    อาจเรียกสั้น ๆ ว่า       การพยากรณ์รายปี

2.    การพยากรณ์เหตุการณ์ภายในเดือนต่าง ๆ               อาจเรียกสั้น ๆ ว่า การพยากรณ์รายเดือน

3.    การพยากรณ์เหตุการณ์ภายในรอบวัน                    อาจเรียกสั้น ๆ ว่า การพยากรณ์รายวัน

4.    การพยากรณ์เหตุการณ์ในนาทีต่าง ๆ                    อาจเรียกสั้น ๆ ว่า การพยากรณ์รายนาที

 ด้วยเหตุนี้เอง การศึกษา การพยากรณ์จร จึงต้องดำเนินไปทีละขั้น ๆ โดยเริ่มตั้งแต่
การพยากรณ์รายปี ก่อน แล้วก็พยากรณ์รายเดือน ต่อไปเป็น การพยากรณ์รายวัน และ
สุดท้ายก็เป็นการพยากรณ์รายนาที เป็นที่สุดของยูโรเนียน

                ในการพยากรณ์เพื่อกำหนดเวลาเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามที่ปรากฏกอยู่ในดวงชะตา  ก็เช่นเดียวกันก่อนอื่น จะต้องพยากรณ์ให้ได้เสียก่อนว่า เหตุการณ์ดังที่ปรากฏอยู่ในดวงชะตานั้น จะเกิดขึ้นในปีใด ( พยากรณ์รายปีเมื่อทราบว่าจะเกิดขึ้นในปีใดแล้ว  ขั้นต่อไปก็จะเป็นการพยากรณ์ให้แคบเข้ามาโดยอาศัยวิธีการพยากรณ์ปลีกย่อยอันหนึ่งว่า จะเกิดขึ้นในเดือนไหน ( การพยากรณ์รายเดือน ) เมื่อทราบว่าจะเกิดขึ้นในเดือนใดแล้ว ต่อไปก็เป็นการพยากรณ์ว่า จะอุบัติขึ้นในวันใด (การพยากรณ์รายวัน และเมื่อทราบว่าเกิดขึ้นในวันใดแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการพยากรณ์เพื่อชี้ให้ชัดเป็นขั้นสุดท้ายว่า เกิดขึ้นในขณะใด ( การพยากรณ์รายนาที)

                จึงเห็นได้ว่า การพยากรณ์ทางโหราศาสตร์นั้น มิได้กระทำแบบ รวดเดียวถึง แต่จะกระทำเป็นขั้น ๆ ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นเสมอไป อย่างไรก็ดี เนื่องจากการพยากรณ์จรโดย วิธี  “โค้งสุริยยาตร์ ” มีความแน่นอนและแม่นยำมาก เพราะฉะนั้น เมื่อทำการพยากรณ์ปีได้แล้ว ขั้นต่อไป มักข้ามไปพยากรณ์ วัน เอาเลยทีเดียว เมื่อได้วันแล้ว ก็พยากรณ์เพื่อกำหนด นาที ที่จะเกิดเหตุการณ์ต่อไป

                เมื่อกรรมวิธีการพยากรณ์จรมีลักษณะเป็นขั้น ๆ เช่นนี้ ทุกขั้นของการพยากรณ์ จึงผิดพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะคือ ขั้นการพยากรณ์เพื่อกำหนด ปี หรือ การพยากรณ์รายปี จะต้องมีความแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นการพยากรณ์ ขั้นมูลฐาน การพยากรณ์ปี ผิด การพยากรณ์ตามขั้นต่าง ๆ ที่ตามมา ก็จะไม่มีความหมายอันใดเลย

                เพราะเหตุนี้เอง การพยากรณ์ปี จึงเป็นการพยากรณ์ที่ สำคัญที่สุด และนักศึกษาจะต้องศึกษาให้รู้จริง ๆ มีความชำนิชำนาญจริง ๆ เนื่องจากเป็นการพยากรณ์ ขั้นมูลฐานซึ่งผิดไม่ได้ ดังกล่าวมาแล้ว
 

บทที่ 477
 

เรือนชะตาราหู

ตามลักษณะทั่วไป

     เรือนชะตาราหู ท่านควรต้องมีความเข้าใจให้แจ่มแจ้งเสียก่อน ว่า ราหู นี้นั้นในทางดาราศาสตร์ คือ อะไร กันแน่

                เป็นที่ทราบกันดีว่า ราหู นี้คือ จุดตัด ระหว่าง วิถีโคจรของ จันทร์ กับ วิธีโคจรของอาทิตย์ ( ซึ่งเราเรียกว่า ระวิมรรค ) ซึ่งจะมีอยู่ 2 จุด คือ จุดตัดขาขึ้น กับ จุดตัดขาลง

                ในขณะที่จันทร์โคจร ตัด ระวิมรรค หาก อาทิตย์ โลก และ จันทร์ อยู่เรียงเป็นเส้นตรงเส้นเดียวกัน ในดวงชะตา ขณะนั้น ก็จะเกิดปรากฏการณ์ อุปราคา ขึ้น ซึ่งอาจเป็น สุริยุปราคา หรือ จันทรุปราคา ก็ได้ จึงเห็นได้ว่า ราหู นี้คือ จุด ที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ อุปราคา หรือ คราส ด้วย

                ในตำราโหราศาสตร์ ยุคศิลปะ เก่า ๆ บางเล่ม เรียก จุดตัดขาขึ้น ซึ่งเราเรียกกันตามภาษาโหรว่า  ราหู ว่า หัวมังกร  และกำหนดว่า แสดงอิทธิพลทางด้าน คุณ และเรียก จุดตัดขาลง ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า เกตุ ( ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามทำมุม 180 องศา กับ จุดตัดขาขึ้น เสมอ ) ว่า หางมังกร และกล่าวว่า แสดงผลทางด้าน โทษ

                อย่างไรก็ตาม โรงเรียนฮัมเบอร์ก พิจารณา ราหู กับ เกตุ นี้ รวมกันไป โดยทำนองเดียวกันกับ เสมือน จุดเมษ กับ จุดตุลย์ และ ลัคนา 

                ทางที่มีความคิดเห็นเป็นเช่นนั้น ก็เพราะตามหลักของวิชาโหราศาสตร์นั้น ในทฤษฏีเรือนชะตา เรือนชะตาที่อยู่ตรงข้ามกัน ย่อมจะแสดงอิทธิพลต่อกันและกัน อยู่แล้ว ดังตัวอย่างเช่น ราหู สถิตในเรือนที่ 11 / เมอริเดียน  เกตุ ซึ่งเป็นจุดตรงกันข้ามก็จะต้องสถิตในเรือนที่ 5 ของเมอริเดียน ด้วย จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า เมื่อ ราหู ก่อให้เกิดผลดีทางด้านเพื่อนฝูง ( เรือนที่ 11 ) และ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดผลดีทางด้านความรักและบุตรด้วย ในคราวเดียวกัน เรือนที่ 5 อยู่แล้ว จึงสรุปได้ว่า ใช้เพียง ราหู อย่างเดียว ก็พอแล้ว ไม่ต้องพิจารณาถึงเกตุ จึงสรุปได้ว่า ใช้เพียง ราหู อย่างเดียว ก็พอแล้ว ไม่ต้องพิจารณาถึงเกตุ และให้ความหมายโหราศาสตร์ตามธรรมชาติทางดาราศาสตร์คือ ความสัมพันธ์ โดยทั่ว ๆ ไป

การตั้งเรือนชะตาราหู

                เมื่อพิจารณาว่า ราหู มีความหมายทางโหราศาสตร์ ถึง ความสัมพันธ์โดยทั่ว ไป ก็จะพอได้กับ ลัคนา ซึ่งมีความหมายทางโหราศาสตร์ในทำนองเดียวกัน คือ ความสัมพันธ์โดยใกล้ชิด เมื่อการตั้งเรือนชะตาลัคนา ปฏิบัติโดยวิธีตั้ง จุดตุลย์
(ระหว่างเรือนที่ 1-12 )ที่ลัคนา การตั้งเรือนชะตา ราหู ก็จะปฏิบัติโดยตั้งจุด ตุลย์ ( ระหว่างเรือนที่ 1 - 12 ) ที่ตำแหน่ง ราหู ด้วยเช่นเดียวกัน

ตัวเรามีแต่ “วิญญาณ ” มาทั้งกายและจิตล้วนมีสภาพไม่ผิดอะไรกับเครื่องแบบ ที่เราสวมใส่อยู่ การถึงแก่กรรมคือการถอดเครื่องแบบนี้ออก ไปเสียเพื่อการไปสู่โลกใหม่และใช้ เครื่องแบบ ใหม่ ของชีวิตเรา


บทที่ 478

ลำดับการตรวจพื้นดวงชะตา โดยพระเคราะห์สนธิ

ขั้นที่ 1 ตรวจทั่วไป

1.1    ดูสัมพันธ์ของกลุ่มดาวที่น่าสนใจ ที่เด่น ซึ่งสัมพันธ์ถึง จุดเจ้าชะตา หรือเข้าแกน รวมถึงดาวสันโดษด้วย

1.2    ตรวจ จุดเมษ ทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้าย และอ่านออกมาว่าเจ้าชะตาเป็นอย่างไร

อยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไรตามดาว อย่าลืมตั้งจุดเจ้าชะตาสะท้อนไว้ด้วย

1.3    ตรวจ อาทิตย์ ทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้ายทำมุมอะไร อ่านออกมาว่าเจ้าชะตาเป็นคนอย่างไรตั้งจุดเจ้าชะตาสะท้อนไว้ด้วยเพื่อขยายรายละเอียดของเจ้าชะตา

1.4    ตรวจ จันทร์ ทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้าย อ่านออกมาว่าอารมณ์หรือบุคคลเพศหญิงเป็น

อย่างไร ตั้งจุดเจ้าชะตาสะท้อนไว้ด้วยเพื่อขยายรายละเอียดของเจ้าชะตา

1.5    ตรวจ เมอริเดียน ทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้าย อ่านออกมาว่าจิตเขาเป็นคนอย่างไร

(ควรปรับเวลาเกิดแล้วถึงอ่าน ระยะวังกะ 2-3 องศา)

1.6    ตรวจ ลัคนา ทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้าย อ่านออกมาว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร

(ควรปรับเวลาเกิดแล้วถึงอ่าน ระยะวังกะ 2-3 องศา)

ขั้นที่ 2 ตรวจการงาน

                ตรวจตาม ผลของการอุปมาที่ได้รับจากการตรวจขั้นที่ 1

                ใช้จุดอิทธิพลแสดงอาชีพต่าง ๆ ตรวจเพื่อยืนยันจากการอุปมาว่าเขาควรทำงานประเภท

                ไหน และควรตรวจความรุ่งเรือง ความเจริญก้าวหน้า โดยตรวจความสัมพันธ์ของ ดาว

                พฤหัส, จุดเจ้าชะตา อังคาร มฤตยู พลูโต เซอุส โครโนส อาพอลลอน วับคานุส เป็นหลัก

                ว่าทำมุมดีหรือร้ายกับดาวอื่น ๆ หรือไม่ ระยะวังกะ ให้ 1 องศา

ขั้นที่ 3 ตรวจการเงิน

                พิจารณาจากการตรวจในขั้นที่ 2 แต่เพ่งเล็ง ไปที่ พฤหัส/มฤตยู หรือ จุด การเงิน อื่น ๆ

ขั้นที่ 4 ตรวจครอบครัวและความรัก

                ตรวจการมี บ้าน ของตนเอง โดย ใช้จุด พฤหัส/เสาร์ หรือ พฤหัส+เสาร์ มีความสัมพันธ์

                ถึงจุด เจ้าชะตาหรือไม่

                ตรวจ ภรรยา โดย ดูที่จันทร์ ว่าทำมุมถึงดาวอะไรจะบอกว่าภรรยาเป็นคนอย่างไรอ่านตาม

                ดาวที่มาสัมพันธ์ หรือตั้งจุด MO/MA,MO/CU เพื่อเป็นการยืนยันก็ได้

                ตรวจ สามี โดย ดูที่อาทิตย์ ว่าทำมุมถึงดาวอะไรจะบอกว่าสามีเจ้าชะตาเป็นคนอย่างไรอ่าน

                ตามดาวที่มาทำมุมสัมพันธ์ หรือตั้งจุดสามี  SU/MA เพื่อเป็นการยืนยันก็ได้

                ตรวจครอบครัว โดย ดูที่ดาว คิวปิโด ว่าทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาและทำมุมถึงดาวดีหรือดาว

                ร้ายอย่างไร

                ตรวจความรัก โดยดูดาวศุกร์ ว่าทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาและทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้ายอย่างไร

                ให้อ่านออกมา

                ตรวจการครองความเป็นโสด หรือไม่แต่งงาน หรือแต่งงานไม่ได้

                ใช้จุดอิทธิพล  SA+PL-CU, NE+CU-AS,PL+HA-CU

                ตรวจการหย่าร้าง

                มีจุดอิทธิพลแสดง การหย่าร้าง อยู่หลายชุด แต่ที่สำคัญและควรจำให้ได้คือ

                SA+PL-CU,SA+CU-PL,PL+CU-SA

                การตรวจการพบเนื้อคู่ (เป็นการพยากรณ์จร)

                MA+CU-NO

                NO+UR-CU

                NO+MO-CU

                MA+CU-AS

                VE+MA-CU  มีเพศสัมพันธ์กันก่อน

                VE+CU-MA   มีเพศสัมพันธ์กันก่อน

                NO+CU-VE

                NO+VE-CU

                VE+CU-NO

                จุดอิทธิพลแสดงถึง การพบเนื้อคู่นี้หากสัมพันธ์ถึงกัน หลาย ๆ จุด การพยากรณ์จรก็จะ

                ยิ่งแม่นยำขึ้น โดยดูจรรายปีเป็นอันดับแรกว่าปีนี้เจ้าชะตาพบคู่หรือยัง แล้วค่อยตรวจ

                รายเดือน และรายวัน ต่อไป

                การตรวจโรค

                การตรวจโรคชนิดเฉียบพลันในพื้นดวง MA/NE, MA/HA

                การตรวจโรคชนิดเรื้อรัง

                ใช้จุด MA/HA, SA/NE, SA/HA

ขั้นที่ 5 การตรวจเบ็ดเตล็ด

                มีเรื่องราวมากมายในชีวิต ส่วนใหญ่จะพยากรณ์โดยวิธีการ อุปมา ของผู้พยากรณ์เองเป็นพื้น และหนทางที่ดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่า ใช้เวลาว่างตรวจดูในคัมภีรสูตรฯ
บทที่ 479
 

การพยากรณ์สุริยะคติขั้นที่สอง

มีหลักการอยู่ว่า 1 วันเท่ากับ 1 ปี 1 วันจะเหมือนกับหนึ่งปี เป็นจุญแจไขปัญหา คนเรามีอายุ 1 วัน จะมีอายุเป็น 1 ปี เมื่อมีเหตุการณ์ เกิดขึ้นหลักท่านเกิดสามวันมีการโยกย้าย อีกสามปี ก็จะมีการโยกย้าย มีหลักอยู่ว่าเมื่อท่านเกิดมาอายุเท่าไร ก็เท่ากับเรามีอายุ ได้สามสิบวันตั้งแต่วันเกิด เราก็ตั้งดวง ณ วันที่ 30 ตรงกับวันอะไรขึ้นเวลาส่วนเวลาใช้เวลาเกิด ดวงนั้นก็จะเป็นดวงสุริยะคติ ก็จะบอกเหตุการณ์ ในรอบปีช่วงอายุสามปีได้ เป็นการดูรายปีอีกแบบหนึ่งที่มีความแม่นยำทีเดียวใช้กันมานาน คือดวง progression ในโปรแกรมมีให้เพียงท่านใส่อายุเต็มเข้าไปเครื่องก็จะคำนวณให้ เรียบร้อย แล้วก็ดูดาว ณ อายุเต็มเป็นหลัก   


บทที่ 480

ความสัมพันธ์ของเรือนชะตาหารู
เรือนที่ 1 – 3 บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นอย่างไร ดูจากเรือนที่ 3 เป็นหลัก

เรือนที่ 2 เรือนนี้สะท้อนตัวมันเอง จึงมีความเป็นตัวของตัวเองมาก

เรือนที่ 3 สะท้อนเรือนที่ 1 คนที่อยู่บ้านใกล้กันเป็นอย่างไร

เรือน 4 สะท้อนเรือนที่ 12 ความเป็นส่วนตัวของคนนั้นในความสัมพันธ์

เรือน 5 สะท้อนเรือนที่ 11 ความรักมิตรภาพอันใกล้ชิดของเจ้าชะตากับคนรัก

เรือน 6 สะท้อนเรือนที่ 10 ความสัมพันธ์ทางด้านการงานอาชีพของเจ้าชะตา

เรือน 7 สะท้อนเรือนที่ 9 การเดินทางการศึกษา

เรือนที่ 8 การเสียสละต่อส่วนรวม

เรือนที่9 สะท้อนเรือนที่ 7 คนรัก

เรือนที 10 สะท้อนเรือนที่ 6 อาชีพและการงาน

เรือนที่ 11 สะท้อนเรือนที่ 5 การดึงดูดความเป็นมิตร

เรือนที่ 12 สะท้อนเรือนที่ 4 เรื่องความเป็นส่วนตัวนิสัย

บทที่ 481
 

การดูจรโดยเรือนชะตา

การดูเรือนชะตามอายุ  เราจะนับปีละเรือนชะตาจนครบอายุของเราจะไปตกเรือนชะตาอะไรก็จะบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดกับตัวเราในปีนั้น ๆ ได้ โดยดูจากดาวจรที่มาอยู่ในเรือนชะตานั้น

การดูจรรายวัน เราสามารถนำระบบเรือนชะตามาดูดาวจรรายวันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราได้ โดยหมุนตำแหน่ง 3 –4 ไว้ที่ตำแหน่งอาทิตย์จร เราก็ทำการสำรวจว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น โดยท่านสามารถตั้งจุดต่าง ๆ เข้าไปได้ รวมทั้งโค้งฯ ด้วย

การดูรายชั่วโมง เราสามารถดูเหตุการณ์รายวันรายชั่วโมงได้โดยการดูจันทร์ จร โดยเอาตำแหน่งที่ 9-10 ไปไว้ที่ตำแหน่งจันทร์จร เราจะสามารถดูรายชั่วโมงได้

การดูรายนาที เราก็เอาตำแหน่ง 1-12 ไปไว้ที่ ลัคนาจร และดูรายนาทีไปจะบอกสภาพแวดล้อม ณ เวลานั้น   หรือเอาตำแหน่ง 1-12 ไปไว้ที่ MC ร  ไว้ดูรายนาทีที่ตัวเราเข้าไปพบประ