บทที่ 418

ระบบเรือนชะตาจร เราสามารถนำไปใช้ดูได้หลายแบบด้วยกันมีดังนี้ แต่ใช้การอ่านเดียวกัน
 

เรือนที่ 1เรือนเกณฑ์

เรือนของชีวิต และ ตัวเอง ความเป็นอยู่ของเจ้าชะตา

เรือนที่ 2

เรือนของเงินและทรัพย์สมบัติ รายรับ รายจ่าย  การลงทุน ผลกำไร โชคลาภทางการเงิน ผลประโยชน์ และสมบัติที่เป็นวัตถุทั้งปวง

เรือนที่3

เรือนของพี่น้องและญาติ การเดินทางระยะใกล้ ๆ การไปเที่ยว การเยี่ยมเยียน กิจกรรมทางด้านการศึกษาหาความรู้

เรือนที่ 4 เรือนเกณฑ์

เรือนของบิดามารดา บ้านเกิด ครอบครัว ที่อยู่อาศัย ที่ดิน  เกี่ยวกับบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหลัก

เรือนที่5

เรือนของบุตรและบริวาร เด็กๆ การเข้าสามาคม การศึกษา เล่าเรียน การเก็งกำไร ความรัก หรือมีความเกี่ยวข้องกับคนที่อายุอ่อนกว่า

เรือนที่ 6

เรือนของการงานและสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ อาหารการกินที่มีปัญหา การแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพเป็นส่วนใหญ่

เรือนที่ 7 เรือนเกณฑ์

เรือนของการสมรส ความรัก การพบคู่ครอง  การแต่งงาน หุ่นส่วน การเกี่ยวกับคดีความ ตำแหน่งหน้าที่การงาน

เรือนที่ 8

เรือนของการสะสมทรัพย์สมบัติ มรดก และการพลัดพรากจากกัน การถึงแก่กรรม การมีปัญหากับคนที่อายุอ่อนกว่า พิธีศพ

เรือนที่ 9

เรือนของการเดินทางไกล การไปต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญญา การแผ่ขยาย การขยายกิจการที่ดำเนินอยู่ การเมือง

เรือนที่10 เรือน เกณฑ์

เรืองของอาชีพการงาน ธุรกิจที่ดำเนินอยู่เป็นอย่างไร การปรับตำแหน่ง ความเจริญทางวัตถุ การได้งาน ความสูงส่งของชีวิต

เรือนที่11

เรือนของโชคลาภ  การได้มิตรใหม่ ความหวังของเจ้าชะตา การมีสิ่งดี ๆ ในชีวิต

เรือนที่12

เรือนของความเร้นลับ และศัตรู อุบัติเหตุ การวิตกกังวล ความหดหู่ อุปสรรคต่างๆ การนินทาว่าร้าย การโจรกรรม ความอึดอัดภายในใจ และการมีชีวิตที่ไม่น่า รื่นรมย์รูปแบบต่าง ๆ

 

การพยากรณ์จรรายปี

ให้ใช้ดวงสงการณ์เป็นหลักโดยใช้อาทิตย์จรโคจรเข้าที่ 00.00 ราศีมังกร และให้

ตั้งตำแหน่งเรือนที่ 3-4 ไว้ที่อาทิตย์จรปีนั้น ๆ เช่นดวงสงการณ์ของปี 2544 ก็จะดูไปถึงดวงสงการณ์ปี 2545 ถือเป็นการดูดาวของปี 2545 และนับเรือนที่ 1 เป็นอายุ 1ปีไปจนถึงครบอายุปัจจุบัน

และใน

การพยากรณ์รายเดือน
ก็ให้นับเดือนเกิดเริ่มจากเรือนที่ 1 ไปจนถึงเดือนปัจจุบันที่ต้องการพยากรณ์ ต้องต้องการรู้เดือนที่จะเกิดอะไรขึ้นล่วงหน้าได้ ใช้กฎเกณฑ์เดียวกับการนับอายุเช่นเดียวกัน

หลักการพยากรณ์จรรายวัน รายชั่วโมง  รายนาที แบบเรือนชะตา

การพยากรณ์รายวัน
ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ให้เอาเส้นแบ่งเรือน 3-4 ไปตั้งไว้ที่อาทิตย์จรปัจจุบัน เพื่อบอกเหตุการณ์รายวันว่าเป็นนี้มีอะไรเกิดขึ้น การอ่านก็อ่านไปตามปกติเหมือนอ่านเรือนชะตาทั่วไป

การพยากรณ์รายชั่วโมง
 ก็ให้เอาเส้นแบ่งเรือน 9-10 ไปตั้งไว้ที่ตำแหน่ง จันทร์จรปัจจุบันเพื่อนดูเหตุการณ์รายชั่วโมงว่าสองชั่วโมงนี้จะเกิดอะไรขึ้น การอ่านก็อานไปตามปกติเหมือนอ่านเรือนชะตาทั่วไป

การพยากรณ์รายนาที
ก็ให้เอาเส้นแบ่งเรือนที่ 1-12 ไปตั้งไว้ที่ ลัคนาเพื่อนอ่านสภาพแวดล้อมขณะนั้นว่าเจ้าชะตากำลังเกิดอะไรขึ้น ส่วนการอ่านเรือนชะตาเมริเดียนให้ใช้ตำแหน่ง 9-10 ไว้ที่เมริเดียนจรเพื่อเจ้าชะตาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ควรอ่านควบคู่ทั้ง เรือนลัคนาและเมริเดียนประกอบกัน

บทที่ 419
 

ระยะวังกะ ( Orbit )

                คือระยะเชิงมุม ที่ยอมให้คลาดเคลื่อนได้ จากตำแหน่งสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งหากความลาดเคลื่อนมีค่าน้อยกว่าระยะวังกะที่บังคับนี้ ยังถือว่าเชิงมุมนั้น ๆ ยังมีตำแหน่งสัมพันธ์ที่ควรพิจารณาอยู่

                ตัวอย่าง เช่น ตำแหน่งสัมพันธ์ชุดเป็นจำนวนเท่าของ 45 องศา บังคับว่า ให้ใช้ระยะวังกะไม่เกิน 1

องศา ดังนี้  หาก ดาวพระเคราะห์ 2 ดวงใด ๆ เช่น ศุกร์ กับ อังคาร  ทำมุมกัน หรือมีระยะเชิงมุมกัน 134 องศา หรือ 136 องศา ก็ดี ก็ให้อนุโลมว่า อังคาร มีตำแหน่งสัมพันธ์กับ ศุกร์ 135 องศา คือ ทำมุมเป็นจำนวนเท่าของ 45 องศาได้ แต่ถ้าหากระยะวังกะมากว่านี้ เช่นทำมุมกัน 133 องศา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ระยะวังกะ 11/2 องศา โตกว่าระยะวังกะที่บังคับไว้ เช่นนี้ถือว่า ดาวคู่นี้ ไม่มีตำแหน่งสัมพันธ์แก่กัน

                ระยะวังกะที่ยอมให้ใช้ได้นี้ โหราศาสตร์แนวจิตวิทยากำหนดไว้ต่าง ๆ กัน และส่วนใหญ่เมื่อนักศึกษามีประสบการณ์มากขึ้น ๆ เขาอาจพิจารณาใช้ระยะวังกะอย่างไรก็ได้ แต่ น้ำหนัก ในการพยากรณ์ย่อมจะลดหลั่นกันไป กฎสำคัญเกี่ยวกับระยะวังกะซึ่งนักศึกษาจะต้องคุ้นเคยเสียตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่จะพบการใช้จริง ๆ ก็คือ ระยะวังกะยิ่งน้อย อิทธิพลยิ่งแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว  

                สำหรับโหราศาสตร์ยูเรเนียน กำหนด ระยะวังกะ ที่ยอมให้ใช้ได้ไว้ดังนี้

                ตำแหน่งสัมพันธ์ชุดเป็นจำนวนเท่าของ 45 องศา ใช้ระยะวังกะ ไม่เกิน 1 องศา

                ตำแหน่งสัมพันธ์ชุดเป็นจำนวนเท่าของ 22 องศาครึ่ง ใช้ระยะวังกะ ไม่เกิน  30 ลิปดา

สำหรับตำแหน่งสัมพันธ์  0 , 90 , 180 , 270 , 360  นั้น เป็นตำแหน่งสัมพันธ์ที่ให้ผลในการพยากรณ์มาก เฉพาะการพยากรณ์ดวงชะตากำเนิด อาจยอมให้ใช้ระยะวังกะไม่เกิน 2 องศาได้ ( แต่อิทธิพลในการแสดงผลของดาวพระเคราะห์หรือปัจจัยต่าง ๆ ย่อมลดลง เป็นอย่างมาก เป็นธรรมดา

บทที่ 420
 

ดาวพักร์ มีผลอะไรกับตัวเรา คำว่าดาวพักร์ จริงแล้วดาวไม่ได้หยุดเดินหรือนอนพักผ่อนเป็นเพียงกฎธรรมชาติที่บางปีดวงดาวนั้นโคจรออกนอกไปไกลเลยทำให้เราเห็นว่าเดินช้าหรือไม่เดินเลยเพราะดาวจะโคจรเป็นวงรี ดาวที่อยู่กำลังเข้าโค้งของวงการโคจรก็จะทำให้เห็นเดินช้าแต่เค้าไม่ได้เดินช้าแต่เกิดจากระยะทางเท่านั้นเอง เลยทำให้กระแสของดาวส่งมายังโลกน้อยลงไปบ้าง อัตราส่วนลดของกระแสที่ส่งมา ก็ลดลงมาระยะทางเราอาจวัดไม่ได้แต่ก็อาจลดการทำงานของเค้าลงไปครึ่งหนึ่ง ในดาวพื้นดวง แต่ในดาวจรจะลดไม่มากมากนักอาจ 20 ถึง 30 เท่านั้น แต่ก็พอมีผลพอสมควรต่อเจ้าชะตาที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ เราไม่ควรทำอะไรที่ดาวต่าง ๆ มันทำงานไม่เต็มที่อาจทำให้กิจการหรือโชคลาภต่าง ๆ น้อยลงตามไปหรือก็น้อยมาก ถึงไม่ควรทำอะไรในระหว่างดาวที่เราใช้นั้นมันพักร์ ตัวอย่าง

ดาวพุธพักร์  ไม่ควรซื้อรถยนต์ หรือทำสัญญาเอกสารอะไรต่าง ๆ หรือจัดหาซื้อของ หรือไปทำสัญญาเกี่ยวกับด้านการเงินก็จะไม่ส่งผลดีกับการทำงานของเรามากนัก และควรดูดาวพุธในพื้นดวงไว้ด้วยถ้ามันพักร์ ก็ไม่ควรทำงานด้านนี้เกี่ยวกับดาวนั้น

ดาวอังคารพักร์ ไม่ควรหาซื้อเครื่องจักร รถยนต์ อาจทำให้เสียงหายหรือซ่อมบ่อยก็เป็นไปได้
                ดาวพักร์นั้นจริงแล้วมีมานานแล้วและก็ใช้ในวงการโหราศาสตร์ทั้งไทยและสากล มีผลเกี่ยวกับการวางฤกษ์ด้วย ไม่ควรวางฤกษ์ระวังดาวดี ๆ พักร์ อาจทำให้เจ้าชะตาไม่ได้ผลในการทำงานหรือไปติดต่อหรือเปิดร้านช่วงที่ดาวพักร์ก็อาจทำให้ร้านหรือร้านค้านั้นทำเงินไม่ดีเท่าที่ควร ดังนี้ไม่ควรวางฤกษ์ต่าง ๆ ช่วงดาวพักร์และไม่ควรทำอะไรในช่วงดาวพฤหัสพักร์ก็จะทำให้มีผลเกี่ยวกับโชคลาภ 

                ส่วนราหูจะเดินถอยหลังไม่เหมือนกับดาวดวงอื่นอื่นที่เดินทวนเข็มนาฬิกา ส่วนราหูเดินตามเข็มนาฬิกาเท่านั้นแต่เค้าจะไม่พักร์ มีดาวอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่มีวันเดินพักร์ คือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ส่วนปัจจัยที่ไม่ใช้ดาว ราหู ลัคนา เมริเดียน นอกนั้นมีการพักร์หมดตามจังหวะของปีและเวลา

ดาวพักร์ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ถ้าดาวที่เป็นตัวแทนของปัญหาใดๆ กำลังพักร์ จะมีความหมายบ่งชี้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะล่าช้าออกไป รวมไปถึงด้านการโหรศาสตร์การแพทย์ด้วย

 

กฎการสะท้อนของเรือนชะตาที่สำคัญ เป็นการช่วยขยายหลักการพยากรณ์เรือนชะตาให้ดูได้ละเอียดยิ่งขึ้นซึ่งในบางครั้งเรามองข้ามกฎนี้ไป ถ้าได้รองทดสอบได้จะเห็นอะไรที่น่าสนใจ และสามารถเจาะดวงชะตาได้ได้

ละเอียดยิ่งขึ้น

 

บทที่ 421

การสะท้อนของเรือนจะให้ความหมายในเรือนที่ต้องการมีความละเอียดมากขึ้น แนวนี้มาจากเยอรมัน ถ้าอ่านแบบตรงๆก็จะไม่ได้ความหมายของเรือนนั้น จะเป็นกฎตายตัวของมัน
 

1.    เรือนชะตา MC กับ MO จะสะท้อนเรือนดังนี้

เรือนที่ 1 สะท้อนกับเรือนที่ 12

เรือนที่ 2 สะท้อนกับเรือนที่ 11

เรือนที่ 3 สะท้อนกับเรือนที่ 10

เรือนที่ 4 สะท้อนกับเรือนที่ 9

เรือนที่ 5 สะท้อนกับเรือนที่ 8

เรือนที่ 6 สะท้อนกับเรือนที่ 7

2.    เรือนชะตา AS กับ NO

เรือนที่ 1 สะท้อนกับเรือนที่ 3

เรือนที่ 2 สะท้อนกับเรือนที่ 2

เรือนที่ 4 สะท้อนกับเรือนที่ 12

เรือนที่ 5 สะท้อนกับเรือนที่ 11

เรือนที่ 6 สะท้อนกับเรือนที่ 10

เรือนที่ 7 สะท้อนกับเรือนที่ 9

เรือนที่ 8 สะท้อนกับเรือน 8

3.    เรือนชะตา SU

เรือนที่ 1 สะท้อนกับเรือนที่ 6

เรือนที่ 2 สะท้อนกับเรือนที่ 5

เรือนที่ 3 สะท้อนกับเรือนที่ 4

เรือนที่ 7 สะท้อนกับเรือนที่ 12

เรือนที่ 9 สะท้อนกับเรือนที่ 10

เรือนที่ 11 สะท้อนกับเรือน 8
 

บทที่ 422
02/11/2010
 

เรื่องของดาวสะท้อนคืออะไร

                ดาวสะท้อนถ้าเราเปรียบเทียบกับวัตถุต่าง ๆ บนโลกนี้ ที่เป็นสิ่งของทุกอย่างต้องมีเงาเพราะตัวมันมีความหนาแน่น เป็นมิติของมัน ซึ่งทำให้เกิดเงาขึ้น คนเราก็ต้องมีเงาเช่นกันถ้าคนเราไม่มีเงาก็คงเป็นคนที่ไม่มีตัวตนหรือเป็นผีนั่นเอง ดังนั้นกฎนี้ก็นำมาใช้กับดาวว่าทุกสิ่งในจักรวาลย่อมเกิดเงาขึ้นได้ทุกอย่าง ดังนั้นดาวที่เรานำมาใช้ในการพยากรณ์ก็ต้องมีเงาขึ้นมาเช่นกัน แต่เรียกเป็นจุดสะท้อนของดาวนั้นเอง ส่วนความหมายนั้นจุดสะท้อนเป็นตัวแทนของดวงดาวนั้นได้เลย ถ้าเราตรวจพบจุดสะท้อนของดาวทำมุมไม่ดีกับดาวร้ายดาวจริงก็ถึงด้วยเช่นกันเพราะเห็นเงาก็ต้องพบตัวจริงเพราะมันจะอยู่ตรงข้ามกับตัวจริงเสมอ ดังนั้นจุดสะท้อนเราถือว่ามีความสำคัญเท่ากับตัวจริง จุดสะท้อนมีทั้งจุดเจ้าชะตาสะท้อน ดาวเคราะห์สะท้อน มันเกิดจากการสะท้อนของแกนกรกฏที่เป็นเส้นระนาบเราใช้การคำนวณมุมตกเท่ากับมุมสะท้อน ก็จะได้ดาวสะท้อนออกมา ไม่ว่าเราจะสะท้อนแกนไหนก็เหมือนกันแต่ต่างที่มุม มีหรือท่านบอกว่าต้องสะท้อนจากแกนเมษ ถึงจะถูก ตามความเป็นจริงแล้วเดิม ๆ คือแกนกรกฏ เพราะเราสามารถนำมาใช้ในการดูเรื่องเรือนชะตาได้ด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าเลยใช้แกนกรกฏซึ่งจะได้ทั้งสองอย่างเลยจะดีกว่าแกนเมษ แต่ถ้าเราต้องการทราบการสะท้อนแกนเมษเราก็หามาสารถหาด้วยการคำนวณก็ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ที่เรียนใหม่อาจสับสันว่ามีดาวมากอย่างนี้จะไปจำอย่างไร ท่านไม่ต้องไปจำดาวสะท้อนเพราะมีความหมายเหมือนกับดาว 22 ดวงที่ท่านจำอยู่แล้วเพียงแต่จุดสะท้อนจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเจ้าชะตามากขึ้นไปอีกทำให้เราอ่านพื้นดวงได้ง่ายขึ้นและมีเรื่องอ่านมากขึ้น จุดสะท้อนเราสามารถนำมาใช้ทำเป็นปัจจัยได้เหมือนดาวจริง เช่นทำเป็นศูนย์รังสีก็ได้ เป็นจุดเจ้าชะตาจุดที่สองที่บอกเรื่องเกี่ยวกับเจ้าชะตาว่าอยู่ในราศีไหนได้อีกมุมหนึ่ง เช่นจันทร์กำเนิดอยู่ในราศีเมษ เราก็ได้ความหมายเรื่องอารมณ์ของเจ้าชะตาอีกแบบหนึ่ง จันทร์สะท้อนก็ย่อมไปอยู่ในราศีกันย์ เราก็ได้อารมณ์และความรู้สึกที่แอบซ้อนไว้ลึก ๆ ในอีกแง่มุมหนึ่งของเจ้าชะตาขึ้นมาอีก และถ้ามีจุดอิทธิพลทำมุมถึงจุดจันทร์สะท้อนก็จะถึงจันทร์กำเนิดด้วยเช่นเดียวกัน เหมือนคนที่จะทำร้ายเรามองเห็นเงาเราก็จะทราบว่าตัวจริงอยู่ตรงไหน คือเห็นเงาก็เห็นตัวจริงนั้นเอง ดังนั้นจุดสะท้อนของดาวเป็นตัวแทนของดาวจริงนั้นเอง ความรุนแรงพอ ๆ กัน ใหม่ๆ ให้ท่านเล่นจุดเจ้าชะตาสะท้อนไปก่อนถ้ากลัวงง แล้วถ้าชำนาญแล้วค่อยไปเล่นจุดสะท้อนดาวทั้งหมด แต่เวลาข้าพเจ้าดูจริงจะดูทั้งหมดเลย เพื่อความมั่นใจ ในการพยากรณ์

                ในกรณีที่เราต้องการตั้งจุดดาวอะไรสักตัวอย่างซึ่งต้องการสะท้อนแกนเมษ ให้ทำวิธีนี้ ให้กด compute แล้ว ทำตัวแปรขึ้นมาหนึ่งตัวแปล ดังตัวอย่างเราต้องการจุดสะท้อนดาวพฤหัสในแกนเมษ เราก็ตั้งดังนี้  1= - ju ก็จุดมีจุดสีชมพูปรากฏขึ้นมาตรงข้ามกับดาวพฤหัสแต่จะอยู่ตรงข้ามกับแกนเมษ ถ้าท่านเป็นคนช่างสังเกตท่านก็จะเห็นว่าทุกแกนมันทำมุมต่างกันเท่านั้นเอง แต่จะทำให้ดูง่ายเท่านั้นเอง สิ่งที่ท่านต้องจำไว้เสมอคือจุดสะท้อนมีความเป็นตัวตนเท่ากับตัวจริง อย่าไปมองข้ามหรือหาว่าจุดสะท้อนนั้นมีกำลังน้อยกว่าดาวจริง แต่ถ้ามาพูดกันจริงๆ แล้ว มันก็มีความรุนแรงรองลงมาเพียงนิดเดียว อยู่ที่ 80-90 เปอเซ็นท่านั้นเอง ดังนั้นเราไม่ควรมองข้ามปัจจัยพวกนี้เป็นอันขาดมันบอกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเจ้าชะตาได้อย่างดี ในอีกมุมหนึ่งที่ดีมาก คนเรามีหลายมีหลายอารมณ์เปรียบเทียบได้กับดาวสะท้อนที่ไปอยู่ตามราศีต่าง ๆ ทำมุมกับดาวต่าง ๆ เช่นกัน ดังนั้นเราจะอ่านดาวจริงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ควรมองจุดสะท้อนเข้าไปด้วย และควรเอาจุดสะท้อนมาเล่นในการพยากรณ์ให้มากขึ้นแล้วท่านจะเห็นอะไรอีกมากมายที่ท่านคาดไม่ถึงว่าจุดสะท้อนมันบอกได้เหมือนดาวจริง เราสามารถนำจุดสะท้อนมาหาศูนย์รังก็ได้เช่นเดียวกัน หรือจุดสะท้อนเข้าศูนย์รังสีกับดาวเคราะห์ก็ได้เช่นเดียวกัน ความหมายเหมือนกันเช่นเดียวกับดาวจริง จุดสะท้อนเราจะสังเกตได้จะเป็นสีเขียวและอยู่ตรงข้ามกับดาวตัวจริง
 

บทที่ 423
 

รือนชะตา อาทิตย์

                เรือนชะตาอาทิตย์ คงมีความหมายทางโหราศาสตร์ เหมือนกันกับเรือนชะตาทั้งหลายทุกประการ แต่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับกายสังขาร โดยเฉพาะ เรือนชะตาอาทิตย์นี้ หากเจ้าชะตาเป็นชาย จะแสดงรายการโชคชะตาของเจาด้วย ถ้าเจ้าชะตาเป็นหญิง จะแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสามี ของเจ้าชะตา

                การพยากรณ์โดยเรือน อาทิตย์ นี้คงมีวิธีการเหมือนกับการพยากรณ์ โดยเรือนชะตา

เมอริเดียน ที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งการพยากรณ์ ให้ท่านใช้ คัมภีร์สูตรเรือนชะตา หรือจะอาศัยวิธีการพิจารณา สำหรับเรือนชะตาอาทิตย์ โดยเฉพาะ

การตั้งเรือนชะตาอาทิตย์ ให้ตั้งเรือนที่ 4 เป็นเรือนชะตาอาทิตย์ หลักในการสะท้อน มีดังนี้

เรือนที่ 1/6 รูปร่างของเจ้าชะตา บุคคลเพศเดียวกับเจ้าชะตา เชื้อสายทางบิดา การสืบเชื้อสาย หรือการสืบตระกูล และบรรพบุรุษ 

เรือนที่ 2/5 จะแสดงถึง ความเป็นอยู่ กับความรักทางกาย การมีความสัมพันธ์ร่วมกัน

เรือน จะแสดงถึง เพื่อนบ้าน/บ้านเกิด

เรือน 7/12 จะแสดงถึงเพศตรงข้าม/ความเปล่าเปลี่ยว

เรือน 8/11 จะแสดงถึง การพลัดพรากจากกัน/มิตรสหาย

เรือน 9/10 จะแสดงถึง การยอมรับนับถือ/หน้าที่ในสังคม

ความหมายสำหรับเจ้าชะตาเพศหญิง
เรือนที่ 1/6 จะแสดงถึงบุคลิกลักษณะของสามี รวมไปถึงบิดา และญาติพี่น้องชาย

เรือนที่ 2/5 จะแสดงถึงรายได้ผลประโยชน์ของสามี  ว่าดีหรือไม่ดี

เรือนที่ จะแสดงถึง  สิ่งแวดล้อมที่กำหนดขึ้น โดยบิดา หรือสามี และจะแสดงถึงสิ่งแวดล้อมของบ้านเขาเจ้าชะตาหญิง ซึ่งรวมไปถึงการปลูกสร้างบ้าน สถานที่ใกล้เคียง เกี่ยวกับลักษณะของท้องถิ่น
เรือน 7/12 จะแสดงถึง การมีสัมพันธ์เป็นพิเศษของเจ้าชะตา ต่อบุรุษทั้งหลาย และความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่เธอเพราะชายคนหนึ่ง หรือหลายคน ว่าเป็นอย่างไร การมีเสน่ห์

เรือน 8/11 จะแสดงถึง ความผิดหวัง ไม่มีความรัก ความเศร้า และความวิตกกังวล ซึ่งเจ้าชะตาได้รับ

จากสามี หรือเนื่องมาจากสามี

เรือน 9/10 จะแสดงถึง ความเหงาของเจ้าชะตาซึ่งต้องอยู่กับบ้าน ในขณะที่สามี ต้องออกไปทำงานไกล ๆ

เรือนชะตาอาทิตย์ตามปกติ จะแสดงอิทธิพลเน้นหนัก ไปในด้านกายสังขารเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ ยังบงบอกถึงชะตาชีวิตของเพศชายโดยร่วมอีกด้วย โดยเพาะเมื่อเจ้าชะตาเป็นชาย

เรือนชะตาอาทิตย์ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวของเขาเอง รวมทั้งบุคคลเพศชายใน สิ่งแวดล้อมใกล้ชิดด้วย ในดวงชะตาหญิงอาทิตย์นี้จะบงบอก ชีวิตของ สามีหรือที่เกี่ยวกับสามีของเธอ คำแปลหรืออิทธิพลทางโหราศาสตร์ จึงมีลักษณะ กว้างขวาง

สรุปแนวทางในการพยากรณ์โดยเรือนชะตาอาทิตย์
เมอริเดียน            จิตใจของเจ้าชะตา จะปรับให้เข้ากับเรื่องของกายสังขารเรื่องไหน

เมษ                    บุคคลทั่วไปมีอิทธิพลต่อเรื่องราว ที่เกี่ยวกับกายสังขารทางไหน

ลัคนา                  ส่งไหนของร่างกายที่การพบปะทางด้านอาชีพการงาน

จันทร์                  ทางด้านใดของกายสังขารที่อยู่ในอิทธิพล ของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอมิได้ขาด

ราหู                    ส่วนไหนของร่างกายที่รับการสัมผัสโดยตรง

พุธ                      พื้นฐานของการรู้สึกนึกกำหนดได้ จากเรือนที่ 3 หรือ 4

ศุกร์                     ความสวยงาม และเสน่ห์

อังคาร                  กิจกรรมทางกายของเขา

พฤหัส                   การมีสุขภาพดี เงินทอง การได้มา ทราบได้จากเรือนที่ พฤหัส สถิต อาจเป็นความรู้สึกเป็นสุขก็ได้

เสาร์                     ความจำกัดทางกาย การพลัดพรากทางกาย การมีสภาพ หรือสิ้นสุดการมีสภาพทางกาย จะทราบได้จากเรือนชะตาที่เสาร์สถิตอยู่

มฤตยู                    ย่านแห่งความตื่นเต้นของกายสังขารนั้น สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเส้นประสาท

เนปจูน                   ย่านอ่อนแอทางกาย

พลูโต                   ส่วนกายสังขารที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่สุด กับการเจริญอาหาร และการพันนาการทางกาย

คิวปิโด                  เรือนที่ต่อ อวัยวะต่างๆ และการทำงานของอวัยวะเหล่านั้น

เซอุส                    กำลังงานในการสร้างสรรค์ และการให้กำเนิด อยู่ที่อิทธิพลของเรือนชะตาที่ เซอุสอยู

ฮาเดส                   เรือนที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

โครโนส                 เรือนที่ โครโนส สถิต จะเป็นผู้แสดงให้ทราบว่า อะไรที่ทำให้เจ้าชะตาสามารถทำให้ตนมีความเด่นได้  

อาพอลลอน           เรือนที่สร้างการประสบความสำเร็จให้

แอดเมตอส            เรือนแห่งวัตถุแก่นสาร เจ้าชะตาพัวผันกับที่ดินทางด้านไหน

วัลคานุส                เรือนที่มีอิทธิพลค่าความแข็งแรงของเจ้าชะตา

โพไซดอน             ตำแหน่งเรือนชะตาที่โพไซดอนอยู่ จะบอกถึงทิศทางของที่มาแห่งปัญญา
บทที่ 424
04/11/2010
 

ปัจจัยเกี่ยวกับโหราศาสตร์
                1. สรุปความหมายของปัจจัยต่าง
                                จุดเจ้าชะตา
                      
เกี่ยวกับตัวเจ้าชะตาโดยตรงเช่น
                   เมอริเดียน       
          สิ่งที่อยู่ด้านในที่ก่อให้เกิดความรู้สำนึก ( สัญชาตญาณ)
                  
จันทร์                      สิ่งที่อยู่ด้านในซึ่งอยู่ในอาการไร้สำนึก (จิต ,ใจ)
                  
อาทิตย์                     สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาและจับต้องได้ซึ่งไร้สึกนึก (กาย)
ตามที่กล่าวมานี้เป็นความหมายที่ใช้กับบุคคล สำหรับเจ้าชะตาที่มิใช่บุคคลให้ใช้หลักของการอุปมาเทียบเคียงไปจากความหมายดังกล่าวนี้
                                สำหรับ จันทร์ กับ อาทิตย์ นั้น ท่านอาจ ผนวก เอาความหมายในโหราศาสตร์เข้าไปด้วยก็ย่อมกระทำได้ ดังเช่น อาทิตย์เป็นต้นอาจหมายถึง เกียรติ บิดา สามี ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น อย่างไร่ก็ดีความหมายต่าง ๆ เหล่านี้ตามหลักของ อาตมัน- ปรมาตมัน ดังนั้นการนำเอาไปใช้ก็ควรพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่ของเจ้าชะตาด้วย ความหมายของจันทร์ซึ่งแปลว่า มารดา ภรรยา ก็เช่นเดียวกัน การนำไปใช้ต้องคำนึงถึง ความเสื่อมลง ของ อาตมัน-ปรมาตมัน ตามกาลสมัยด้วยดังกล่าวมาแล้ว
                                อนึ่งเนื่องจาก จันทร์ นั้นความหมายอันแท้จริงคือ สิ่งที่อยู่ด้านในซึ่งไร้สำนึก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยที่เจ้าชะตาไม่รู้สึก และเนื่องจากจิตของคนนั้นแบ่งออกเป็นพวก ๆ เช่นคนใจร้อนมักชอบคบกับคนใจร้อนด้วยกัน หรือนักเลงก็มักชอบคงกับพวกนักเลงด้วยกันเป็นต้น ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงอาจแบ่งประเภทของบุคคลได้โดยอาศัยดาวเคราะห์ที่สัมพันธ์ถึงจันทร์  ตัวอย่างเช่น จัน สัมพันธ์ ถึง อังคาร พยากรณ์ว่า เจ้าชะตาเป็นคนบุ่มบ่ำ หรือนักเลง ใจร้อน จันทร์ สัมพันธ์ ศุกร์ พยากรณ์ได้ว่า เจ้าชะตาเป็นบุคคลสำรวยหรือขี้โอ หรือ จันทร์ สัมพันธ์กับ  มฤตยู พยากรณ์ว่า เจ้าชะตาเป็นคนขี้ตื่นนี้เป็นต้น ส่วนเขาจะสามารถความสติหรือตั้งสติได้หรือไม่นั้น พิจารณาจาก เมอริเดียน ซึ่งเป็นตัวบอกถึงจิตมีสติ ดังตัวอย่าง จันทร์สัมพันธ์ อังคาร และเมอริเดียน สัมพันธ์ มฤตยู ดังนี้เป็นต้น ก็ควรพยากรณ์ว่า เจ้าชะตาเป็นบุคคลบุ่มบ่ำและไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจ  ประสบการณ์เท่านั้นที่จะช่วยบอกการพยากรณ์ของท่านได้แม่นยำขึ้น

                2. ไม่เกี่ยวกับตัวเจ้าชะตาโดยตรง
                     
  ราหู  สัญญาติญาณแห่งการรวมกลุ่ม                  
(จันทร์ + โลก )
                       
เมษ บุคคลทั่วไป                                          (อาทิตย์+โลก)
                       
ลัคนา สิ่งแวดล้อม                                        (เมอริเดียน+โลก)
           
เนื่องจากลักษณะการโคจรของจันทร์รอบโลก วิชาโหราศาสตร์จึงถือว่า จันทร์ คือส่วนหนึ่งของผิวโลก ซึ่งหมุนรอบแกนโลกช้ากว่าจุดอื่นๆ บนพื้นโลก ราหูซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างวิถีการโคจรของจันทร์กับของโลกจึงมีความสำคัญยิ่งในการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์

บทที่ 425
 

ศูนย์รังสีคืออะไร

                ศูนย์รังสีคือจุดระหว่างดาวเคราะห์ หรือปัจจัยสองดวง  เป็นจุดกึ่งกลางของดาวสองดวง เราได้จากสูตรคือเอาตำแหน่งของดาวสองดวงมาบวกกันหารด้วยสอง ก็จะได้ศูนย์รังสี หรือใช้ compute  ก็ได้ เช่น su/ju ก็จะได้ศูนย์รังสี อาทิตย์ พฤหัส ศูนย์รังสีนี้เราจะหาศูนย์รังสีของดาวอะไรก็ได้ ความหมายก็เราความหมายของดาวสองดวงมาผสมกัน จุดศูนย์รังสีนี้ถือเป็นปัจจัยชนิดหนึ่ง ถ้ามีดาวอะไรมาทำมุมถึงจุดนี้ก็เหมือนถึง ดาวทั้งสองดวงเช่นเดียวกัน บางครั้งศูนย์รังสีก็จะให้ความหมายในรูปแบบของมันเองก็ได้ เราถือว่าศูนย์รังสีจะให้รายละเอียดมากกว่าดาวโดด เป็นการขยายความ หรือเราอาจใช้ F6  เป็นการหาศูนย์รังสีอีกแบบหนึ่งที่มีความรวดเร็ว เพราะจะมีแกนขวาดหาศูนย์รังสีแต่ท่านต้องเข้าใจในการใช้ เพราะมันจะมีสี่แกน แกนละคู่ คู่ใดคู่หนึ่งจับกับดาวสองดวงก็ถือว่าเข้าศูนย์รังสี แต่ก่อนอื่นเราต้องตั้งลูกศรไปที่ดาว หรือปัจจัย ที่เราต้องการหาศูนย์รังสี เช่นต้องการหาศูนย์รังสีว่ามีศูนย์รังสีอะไรถึงดาวหรือปัจจัยที่เรากำหนดขึ้น เช่น ต้องการหาศูนย์รังสี พฤหัส เราก็เอาลูกศรไปตั้งไว้ที่ดาวพฤหัส พื้นดวงหรือจร F6 ,F7 และใช้แกนขวาดออกไปเลื่อย จนเจอดาวด้านซ้ายด้านขวาสัมพันธ์ถึงกัน เราก็ได้ศูนย์รังสี ที่ถึงดาวพฤหัส เราสามารถมองหาได้ทั้งสองแกนในเวลาเดียวกัน เพื่อความรวดเร็ว มันก็จะบอกรายละเอียดระหว่างดาวพฤหัสกับศูนย์รังสีที่มาสัมพันธ์เราก็จะได้รายละเอียด แต่ศูนย์รังสีจะมีความรุนแรงน้อยกว่าดาวโดด แต่บอกรายละเอียดมากกว่าดาวโดด ศูนย์รังสีถ้ารวม ๆ กัน ก็จะได้ 225 ศูนย์รังสี ท่านจะได้รายละเอียดมากขึ้นจากการเล่นศูนย์รังสี เพราะมันจะบอกรายละเอียดของเจ้าชะตาเป็นฉาก ๆ ไปเลย ก่อนที่ท่านจะใช้จุดอิทธิพล ท่านควรเล่นศูนย์รังสีก่อนเพื่อให้เกิดความชำนาญเพราะศูนย์รังสีจะให้รายละเอียดที่ดีกว่า จากดาวโดด เราก็จะมาหาศูนย์รังสีต่อ ก่อนที่จะไปจบที่จุดอิทธิพลในอันดับสุดท้าย

                หนึ่งจุดศูนย์รังสี และจุดอิทธิพล ความรุนแรงของมันจะน้อยกว่าดาวโดด หรือโค้ง ทั้งสองจุดจะบอกรายละเอียดมากกว่า เพื่อเป็นการขยายดาวโดด เป็นหลักการในพยากรณ์ โดยเราต้องดูดาวโดด และโค้งเป็นหลักก่อนที่จะหาศูนย์รังสีและจุดอิทธิพล ต่อไป

บทที่ 426
09/11/2010
วันนี้ได้กลับมาแล้วเลยเอาความหมายดี ๆ มาฝากให้ท่านอ่านเล่น ๆ กันก่อนเริ่มเรียนกันใหม่


 

การอยู่เหนืออิทธิพลของดวงดาว

สรรพมนุษย์

ในสังคมแห่งธรรมชาติ

มีการเปลี่ยนแปรไปตามกฎแห่งกรรม

ซึ่งแต่ละคน.

เป็นผู้กำหนดชะตาของตนเอง

ดวง เป็นศาสตร์แห่งสถิติ

โดยใช้วิถีการดำเนินของดวงดาว

เป็นพื้นฐานข้อมูล

การดำเนินของดวงดาว

มีวิถีหมุนวนเป็นวงกลม

จากจุดเริ่มต้นวนกลับมาสู่ที่เดิม

เป็นวัฏฏะอย่างนี้เรื้อยไป

ดวงดาว..

จึงมีอิทธิพลต่อมวลมนุษย์ และสรรพสัตว์

ความผูกพัน.

ระหว่างคนกับดาวได้กำเนิดขึ้น

ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมวิถี

เราสามารถหลุดพ้นจากวิถีโคจรนี้ได้

ด้วยการกำหนดกรรมของตน

ให้อยู่นอกเหนือวิถีโคจรนั้น ๆ

ถอนตัวออกมานั่งพิจารณาวังวนแห่งสถิติ

จะเห็นความไม่หยุดนิ่ง

ความไม่แน่นอน

และความไม่เที่ยงเป็นสัจจะธรรม

ปล่อยวางทุกสรรพสิ่งในจิตให้ว่าง

สถิติจึงไม่สามารถก่อตัวเป็นศาสตร์ได้

ดวงจึงไม่มีอิทธิพลต่อเรา

เพราะเราเป็นคนเหนือดวง.
 

 


บทที่ 427

 

การให้ข้อยุติในการพยากรณ์ดวงชะตา

                การให้ข้อยุติในการพยากรณ์ นับว่า เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุด ซึ่งจะขาดเสียมิได้ หากเปรียบเทียบกับทางด้านการข่าวกรองทางหาร ผู้ประมาณการณ์จะต้องหาข้อยุติมาเสนอแก่ผู้บังคับบัญชาให้ได้ ว่า ข้าศึก ทำอะไร  เมื่อใด  ที่ไหน  และอย่างไร มิฉะนั้นแล้วการประมาณการณ์นั้น ๆ ก็จะมิก่อให้เกิดประโยชน์แต่ประการใด  การพยากรณ์ดวงชะตาก็เช่นเดียวกัน หากนักโหรศาสตร์ใด ไม่สามารถหาข้อสรุปให้แก่ดวงชะตานั้นได้ ก็ย่อมจะหมายถึงว่า นักโหราศาสตร์ผู้นั้น พยากรณ์โชคชะตาให้เขาไม่ได้ นั่นเอง

                เมื่อผู้พยากรณ์ทำการสำรวจดวงชะตาจนพอแก่ความต้องการแล้ว ขั้นต่อไป อันเป็นขั้นสุดท้ายของการะกิจก็คือ หาข้อยุติ และต่อจากนั้นก็คงเป็นการตอบปัญหาข้อซักถามปลีกย่อย ซึ่งผู้พยากรณ์จะทำการตรวจค้นเป็นรายุด ต่อไป อย่างไรก็ดีในการหาข้อสรุปนี้ นักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์คงรู้สึกอึดอัดไม่ใช่เล่น เพื่อใช้เป็นแนวทางในหาข้อสรุปในการพยากรณ์โดยทั่วไป ใคร่ขอเสนอแนวความคิดซึ่งได้จากประสบการณ์ พอเป็นสังเขปคือ อันที่จริงนั้น ในการหาข้อสรุป

ตามปกติย่อมจะขึ้นอยู่กับ กาลสมัย ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมของประชาชน หรือ แนวโน้ม ของโลก และแนวโน้มของโลกชองโลกนี้นักโหราศาสตร์จะทราบได้โดยไม่ยากจาก การโคจรขอดาวเพราะเคราะห์ที่โคจรช้า ที่ผ่านราศีต่าง ๆ และโดยวิธีการพยากรณ์ยุด ดังตัวอย่างเช่นในปัจจุบัน ดาวมฤตยูโคจรอยู่ที่ราศีตุล และพูลโต ก็โคจรอยู่ในราศีตุลด้วย เมื่อนักศึกษาต่อไปก็จะทราบว่าราศีตุลนี้ หมายถึง โลกหรือประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป อิทธิพลของ มฤตยู กับ พูลโต มีผลทำให้จิตใจของบุคคลทั่วไปในสมัยที่ดาวพระเคราะห์ทั้ง 2 ยังโคจรอยู่ในราศีนี้ ( ใน 1 ราศี มฤตยูใช้เวลาในการโคจรนาย 7ปี พลูโต 30 ปี ชอบการเปลี่ยนแปลงในลักษณะฉับพลันทันทีทันใด มีปฏิกิริยาต่อต้านของเก่า นิยมของใหม่ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ดาวพระเคราะห์โคจรช้าอีกดวงหนึ่งคือ เนปจูน ขณะนี้โคจรอยู่ราศีธนุ ( ใช้เวลาโคจร ประมาณ14 ปี ใน 1 ราศี ) โดยอาศัยปรากฏการณ์ที่เนปจูนโคจรอยู่ในราศีธนู นักโหราศาสตร์อาจสรุปได้ว่า ก็คงจะไม่มีอะไรเกิน ปัญหาที่ว่า เมื่อใดจะร่ำรวยปุบปับ ไม่ไรจะถูกสลากกินแบ่งเงินล้าน ต่อไปข้างหน้าจะร่ำรวยมหาสารหรือเปล่า จะมีลาภลอย หรือลงทุนแต่น้อยแต่ได้กำไรมหาสาร หรือไม่ ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เมื่อนักโหราศาสตร์ทราบข้อเท็จริงเช่นนี้ หนทางสรุปเพื่อหาข้อยุติก็ง่ายขึ้น และสำหรับในสมัยนี้ จากประสบการณ์พบว่าราการโชคชะตาที่สำคัญประแรกที่เจ้าชะตาสนใจเป็นพิเศษ  จนลืมความสนใจในสิ่งอื่น ๆที่สำคัญ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น คือ  การเงิน การงาน ครอบครัว

                เมื่อนักศึกษาทราบข้อเท็จจริงดังนี้แล้ว ในการสำรวจดวงชะตาก่อนอื่น ก็ควร เพ่งเล็งไปที่ปัญหา 3 ประการนี้เป็นเบื้อแรก และเมื่อตรวจดวงชะตาจนครบตามความต้องการแล้วก็ให้หาข้อสรุปตามสิ่ง 3 ประการนี้

                อย่างไรก็ดี การสรุปที่สั้นที่สุด และก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่เจ้าชะตาอย่างมากที่สุด ดูจะไม่มีเกิน สิ่ง   2 ประการดังกล่าวมาแล้วคือ 

                ดีอย่างไร    เพราะอะไร

                ร้ายอย่างไร  เพราะอะไร

                ฉะนั้น หากได้มีการขมวดจุด 2 จุดนี้ไปในข้อยุติด้วย การพยากรณ์ในครั้งคราวนั้น ก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรือนชะตาโลกให้เราจุดกรกฏไปตั้งที่จุดกรกฏในดวงชะตา เรื่อชะตาโลก จะให้ข่าวสารแก่เรา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเจ้าชะตากับบุคคลทั่วไป โดยเอา เรือน 9-10 ไปตั้งไปที่แกนกรกฏเรือนที่หนึ่งอยู่ตรงไหนก็เป็นจุดเริ่มต้น


 

                การวิเคราะห์ทางด้านใน

                1 เพศ อันได้แก่   เพศชาย มีอิทธิพล แสดงออกรู้สำนึก

                                             เพศหญิง มีอิทธิพล เชิงรับ ประทับใจ ไร้สำนึก

                2 ธาตุ อันได้แก่

                                                ธาตุไฟ  มีอิทธิพล ส่งออกไป แรงกว่า รับเข้ามา แผ่มีอิทธิพลทางบุคลิกภาพ และข่ม

                                                สิ่งแวดล้อม

                                                ธาตุ ลม มีอิทธิพล ส่งออกไป แรงเท่า รับเข้ามา สร้างพันทะกับบุคคิกภาพอื่น และ

                                                ร่วมด้วยกันหมู่คณะ

                                                ธาตุน้ำ มีอิทธิพล รับเข้ามา แรงกว่า ส่งออกไป ทำให้เพิ่มบุคลิกภาพ และ

                                                ป้องกันตนจากสิ่งแวดล้อม

                                                ธาตุดิน มีอิทธิพล เฉลี่ยการรับเข้ามาและการส่งออกไป สร้างความมั่นคงภายใน

                                                ในสิ่งแวดล้อม และสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนจากสิ่งแวดล้อม

                คุณะ        อันได้แก่

                                                จรราศี แสดงออกจากพลังงาที่มากเกินพอ มีความดิ้นรน และทะเยอทะยาน

                                                เอาดีด้วยการแสดงออก

                                สถิรราศี   พลังงานอยู่ในอาการสมดุลย์และเต็มพอดี แสดงออกในแนวทางที่แน่วแน่พินิจ

                                                พิจราณาและใช้เวลา  เอาดีด้วยการกักตุน

                                อุภัยราศี   ปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลายไปเองโดยไม่มีการแสดงพลังงาน และมีความอ่อนตัว

                                                เอาดีด้วยการตีสองหน้า

                ท่านจะต้องไม่ลืมว่า สิ่ง ที่เกิดขึ้นจากทางด้านในนี้ ย่อจะต้องพัฒนาออกไปให้เห็นประจักษ์ทางด้านนอกเสอมไป ซึ่งในการพัฒนานี้ อาจสอดคลองหรือไม่สอดคลองกับสิ่งแวดล้อมทางด้านนอกก็ได้ หากสอดคลอง ผลที่จะเกิดขึ้นทางด้านนอกย่อมรุนแรงเป็นธรรมดา หาไม่สอดลอง สิ่ง ทางด้านในเหล่านี้ ก็จะถูก ยับยั้ง และแปรสภาพเป็น ปฏิกิริยาในรูปต่าง ๆ ตัวอย่างเดี่ยวกันนี้ เมื่อพิจารณาราศีปรากฏว่า

บทที่ 428
 

วิษุวัต (อังกฤษ: equinox) เป็นคำศัพท์ทางดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง หรือในหนึ่งรอบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แกนของโลกจะเอนกลับไปมาได้ฉากกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ เหตุการณ์นี้เรียกอีกอย่างว่า "วันราตรีเสมอภาค" หมายถึงเวลาตอนกลางคืนเท่ากับเวลากลางวันพอดี

ศารทวิษุวัต (Autumnal equinox) เกิดในวันที่ 22 หรือ 23 กันยายนของทุกปี ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ร่วงในเขตซีกโลกเหนือ ในปี พ.ศ. 2549 ศารทวิษุวัตเกิดตรงกับ วันที่ 23 กันยายน เวลา 4:03 น. ตามเวลากรีนิช หรือเท่ากับ 11:03 น. ตามเวลาประเทศไทย

วสันตวิษุวัต (Vernal equinox) เกิดในวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคมซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ ในปี พ.ศ. 2549 วสันตวิษุวัตเกิดขึ้นในวันที่ 20 เดือนมีนาคม เวลา 18:26 น เวลากรีนิช ซึ่งตรงกับเวลา 01:26 น. ของวันที่ 21 ในประเทศไทย

ชื่อ วสันตวิษุวัต ในภาษาอังกฤษบางครั้งก็เรียกว่า spring equinox หรือ March equinox ก็เรียก ในทำนองเดียวกัน ศารทวิษุวัต ก็มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Fall equinox หรือ September equino
 

วันที่และเวลาของการเกิดอายันและวิษุวัตตามเวลาสากลเชิงพิกัด[1]
ปี
พ.ศ.
วิษุวัต
มี.ค.
อายัน
มิ.ย.
วิษุวัต
ก.ย.
อายัน
ธ.ค.
วัน เวลา วัน เวลา วัน เวลา วัน เวลา
2545 20 19:16 21 13:24 23 04:55 22 01:14
2546 21 01:00 21 19:10 23 10:47 22 07:04
2547 20 06:49 21 00:57 22 16:30 21 12:42
2548 20 12:33 21 06:46 22 22:23 21 18:35
2549 20 18:26 21 12:26 23 04:03 22 00:22
2550 21 00:07 21 18:06 23 09:51 22 06:08
2551 20 05:48 20 23:59 22 15:44 21 12:04
2552 20 11:44 21 05:45 22 21:18 21 17:47
2553 20 17:32 21 11:28 23 03:09 21 23:38
2554 20 23:21 21 17:16 23 09:04 22 05:30
2555 20 05:14 20 23:09 22 14:49 21 11:11
2556 20 11:02 21 05:04 22 20:44 21 17:11
2557 20 16:57 21 10:51 23 02:29 21 23:03



 

 

 

 

บทที่ 429
 

ความหมายของดาวพระเคราะห์ พิจารณาตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์

1.    การพัฒนาการของพื้นที่ ตามเวลา

 

พุธ            = การเคลื่อนไหว          เมื่อกายสังขารหนึ่งมีการเคลื่อนไหว ผูกพันกับ

ศุกร์           = ความผูกพัน              กายสังขารอื่น จะพัฒนาเป็น การคุ้นเคย การวิสาสะ

                                        การทำความรู้จักกัน

                ต่อจากนั้น ก็จะเกิดเป็น

ศุกร์           = ความผูกพัน                     ความสนิทสนม ความสัมพันธ์ทางเพศ การร่วมทางเพศ

อังคาร        =การกระทำ การลงมือ           การร่วมเชื้อสาย การปฏิสนธิ

                ผลที่เกิดขึ้น คือ

อังคาร       =การกระทำ การลงมือ           การประสบผล และการเกิด

พฤหัส       =ความสำเร็จ                     

                ทั้งนี้ จะต้องกลายเป็น

พฤหัส      =ความสำเร็จ โชคลาภ           ผู้ใหญ่ และแก่ชรา

เสาร์        =ความกระด้าง                     การกลายเป็นกระดูก

                ในที่สุด ก็สิ้นสุดโดย

เสาร์        =ความแข็งเทื้อ                    จากไป ถึงแก่กรรม การเก็บเกี่ยว

มฤตยู      =ความอกสั่นขวัญหาย

                ความตายคือ

มฤตยู      =ความอกสั่นขวัญหาย            การเข้าไปอยู่ในโลกอื่นในโลกหน้า

เนปจูน    =การสลายตัว                       ความรู้สำนึกและความไร้สำนึก

                สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ ย่อมถูกนำกลับคืนเอาไป

เนปจูน    =การสลายตัว                การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จาก

                                                ภายนอก

พูลโต     =การเปลี่ยนแปลงภายใน หมดสิ้นไป การเปลี่ยนแปลงที่เห็นไม่ชัด อวสาน ชีวิต

                                        กลายเป็นสิ่งในอดีต

 

                สิ่งที่หมุนเวียนมาใหม่โดยไม่มีวันจบสิ้น

พูลโต     =การเปลี่ยนแปลงและพัฒนา           การขยายตัวของชีวิตใหม่ ขนบธรรมเนียม

                                                            จารีตประเพณี การเกิดใหม่ ชีวิตใหม่

คิวปิโด   =สังคม ครอบครัว

 

วิวัฒนาการของชีวิตสำหรับ ขั้นแรกยุติลงเพียงเท่านี้ วิถีโคจรของพูลโต ตัดกับ วิถีโคจรของ

เนปจูน ณ จุด ใกล้สุด จากดวงอาทิตย์ และยังตัดกับวิถีโคจรของฮาเดส ณ จุด ไกลสุด จากดวง

อาทิตย์ด้วย พูลโตจึงเป็นจุดอวสาน และเป็นจุด เชื่อมต่อ กับ วิวัฒนาการของบรรไดชีวิตใน

ระดับต่อไป การที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพลูโต เป็นผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการแปร

สภาพที่สำคัญ และด้วยเหตุนี้เอง พูลโต จึงเป็นดาวแห่งการวิวัฒนาการ

ในลำดับต่อไป คือ ปฐมบท ซึ่งควรแก่การพิจารณาอย่างที่สุดบทหนึ่ง สำหรับโหราศาสตร์แนว

ปรัชญา

2.    พัฒนาการของ เวลา ใน พื้นที่

พูลโต     =พลังงานในการสร้างอดีต      มีพันธ์ใหม่ เชื้อ ทารกในท้อง

คิวปิโด    =พลังงานในการสร้างอนาคต

                        มี

คิวปิโด    =พลังงานการสร้างอนาคต      การได้รับการถ่ายทอดสิ่งบกพร่องติดมา ชีวิตใหม่

ฮาเดส    =พลังงานในการทำลายอดีต    เหล่านี้นำเชื้อแห่งความตายติดตัวมาจากอดีต จาก

                                        บิดามารดา และโดยการบังคับ

                        จากนี้จะก่อให้เกิด

ฮาเดส   =ความบกพร่องหรือความขาดแคลน การเกิดที่มีการติดเชื้อโรค และเด็กทารก

             ที่ป่วยเป็นโรคทั้งหลายที่ได้รับมาจากอดีต

เซอุส    =การให้กำเนิดและสร้างสรรค์

                        จากนั้นจะมีการตื่นตัว

เซอุส    =การให้กำเนิดและการสร้างสรรค์ ชีวิตแห่งการต่อสู้ การฟันผ่าอุปสรรคต่าง ๆ

โคโนส  =ความสูงส่ง ความเด่น

 

 

                        หลังจากการมีชัยในการต่อสู้ต่าง ๆ

โครโนส=ความสูงส่ง ความเด่น ผู้มีอำนาจ การมีความรู้อย่างกว้างขวาง ประสบการณ์ การมีความรู้จริง
             การมีตำแหน่ง การมีเกียรติยศเกียรติศักดิ์

อาพอลลอน=การขยายตัว การแฟ่ขยาย ประสบการณ์

                และแล้วก็ดูเหมือนว่า จะบรรลุเป้าหมายนั้น

อาพอลอน=การขยายตัว การแผ่ขยาย         การมีความพอใจในสิ่งที่สมความต้องการ

แอดเมตอส=การจำกัดเขต การสงบนิ่ง

แต่สวรรค์ไม่เคยยอมให้ผู้ใดบรรลุถึงเป้าหมายเสมอไป และคงจะต้องทำการทอสอบเสียก่อน

แอดเมตอส   =การจำกัดเขต การสงบนิ่ง                โชกร้ายอย่างหนัก มืดมน ได้รับความบีบคั้นต่าง ๆ

วัคคานุส      =อำนาจ พลังงาน ความแข็งแรง

                   หลังจากผ่านการทดสอบแล้ว ก็จะเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะไปสู่สวรรค์

วัลคานุส     =อำนาจ พลังงาน ความแข็งแรง กำลังปัญญา ความสำนึกได้ ความพูมใจ เกียรติยศ

โพไซดอน  =ปัญญา วิญญาณ       มีชื่อเสียง

 

บทที่ 430
 

วิธีการวิเคราะห์ จุดี หรือ (จุดเด่น) และ จุดร้าย (จุดอ่อน) ในดวงชะตา
 

                ปัญหาสำคัญยิ่งอีกปัญหาหนึ่ง ที่เจ้าชะตาทุกคน ต้องการทราบ ก็คือ ชีวิตของเขานั้น ดีอย่างไร และเสียอย่างไร หรือดีทางด้านใด เสียทางด้านไหน เพื่อเจ้าชะตาจะได้ดำเนินชีวิตได้สอดคล้องกับโชคชะตาของเขาได้

                ในการวิเคราะห์จุดดีจุดร้ายในดวงชะตานี้เป็น หนทางสำคัญหนทางหนึ่งที่ผู้พยากรณ์สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า ถ้าบังเอิญ แกน แสดงถึงความเจริญ ในดวงชะตาด้วย

                วิธีการวิเคราะห์จุดดีและจุดร้ายในดวงชะจานี้ เป็นหนทางสำคัญหนทางหนึ่งที่ผู้พยากรณ์สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า อาชีพที่เหมาะแก่เจ้าชะตาที่สุด นั้นควรจะมี แนวโน้ม ไปทางด้านไหน ถ้าบังเอิญ แกน ที่ใช้สำหรับตรวจนั้น ไปสัมพันธ์กับ จุดเงิน หรือจุดโชค ( ทั้งนี้รวมทั้ง จุดแสดงถึงการพัฒนาการ หรือ แสดงถึงความเจริญ ในดวงชะตา

                วิธีการวิเคราะห์จุดดีและจุดร้ายในดวงชะตานี้ เป็นวิธีการพยากรณ์แบบหนึ่งของโหราศาสตร์ยูเรเนียนทฤษฏีพระเคราะห์สนธิ (ในทางเท็คนิคนิยมเรียกว่า แกนดี และ แกนร้าย

                หลักการทั่วไปคือ ตั้งจุดคำนวณตามจุดต่างๆ (ปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง 22 ปัจจัย ) แล้วตรวจดูว่าสัมพันธ์กับศูนย์รังสีใดบ้างในดวงชะตา (ใช้มุมเพียง 45 องศา ไม่น้อยกว่านั้น เพื่อป้องกันความฟั่นเฝือ แต่ถ้าเมื่อมีความชำนาญดีแล้วจะใช้มุมเล็กถึง 22 องศา ก็ได้ แต่ต้องสนิทเป็นลิบดา และต้องระลึกไว้เสมอว่า อิทธิพลอ่อนลงหลายเท่า) หากจุดใด มีคุณสมบัติดังนี้คือ

                                สัมพันธ์กับศูนย์รังสีกับดาวดีมากที่สุด

                                สัมพันธ์กับจุดเจ้าชะตาต่าง ๆ มากที่สุด

                                ระยะวังกะน้อยที่สุด (เมื่อคิดเฉลี่ยแล้ว) และมุมใหญ่ที่สุด

ปัจจัยหรือดาวพระเคราะห์ดวงนั้น จะเด่นที่สุด ในดวงชะตา และเจ้าชะตาก็จะอาศัย สิ่ง ตาม ความหมายของปัจจัยหรือดาวพระเคราะห์นั้นสำหรับฟันฝ่าเพื่อนำชีวิตของเขาไปสู่ความสูงส่งในสังคม

                ในวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนซึ่งเรียบเรียงโดย นาย ดุลวิก  รูดอลฟ์ ได้ยกตัวอย่างถึงดวงชะตาของ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง จุดดี  หรือ จุดเด่นที่ทำให้ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จในชีวิตว่า เนื่องจาก มฤตยู สัมพันธ์กับศูนย์รังสีที่ดี กล่าวคือ

มฤตยู = เมอริเดียน/พฤหัส = อาทิตย์/พฤหัส = เมอริเดียน/จันทร์ =อาทิตย์/จันทร์ =อาทิตย์/โครโนส=ลัคนา/ราหู=ราหู/พุธ=เมษ/อาพอลลอน=คิวปิโด/อาพอลลอน=พุธ/โครโนส=เมอริเดียน/เซอุส=อาทิตย์/เซอุส =ราหู/มฤตยู=วัลคานุส/แอดเมตอส = เมอริเดียน/โครโนส

สำหรับพระเคราะหสนธิ มฤตยู = วัลคานุส/แอดเมตอส หมายถึง กระทำการอย่างบ้าบิ่น ซึ่งเป็นข้อดีก็ได้ข้อเสียก็ได้

                ลีลาการดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จของ ฮิตเลอร์ จึงมีลักษณะไปทาง ปฏิวัติ ตามอิทธิพลของมฤตยู และ โรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมเบอร์กเรียกโครงสร้างที่มีมฤตยูเป็นแกน นี้ว่า โครงสร้างแห่งความสำเร็จ หรือ กลุ่มดาวพระเคราะห์แห่งความสำเร็จ ของ ฮิตเลอร์

                อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ของง่ายนัก ที่จะพบว่าดาวพระเคราะห์หรือปัจจัยใดในดวงชะตาหนึ่ง ๆ ไม่มีสัมพันธ์กับศูนย์รังสีที่มีอิทธิพลร้ายเลย (ดังเช่นในดวงชะตาของฮิตเลอร์นี้ นับว่าเป็นดวงชะตาที่หายากเป็นอย่างยิ่ง ) และนั่นก็หมายความว่า ในโลกนี้ มีผู้ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่คน นั่นเอง

                ยิ่งไปกว่านั้น จากประสบการณ์ของการพยากรณ์ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ จะพบว่าการดำเนินชีวิตของคน จะเป็นไปเพียงสองทางเท่านั้น กล่าวคือ

                ทางที่ 1  ดำเนินไปตาม เมอริเดียน

                ทางที่ ดำเนินไปตาม ปัจจัยหรือดาวพระเคราะห์ ที่สถิตในศูนย์รังสีของจุดเจ้าชะตา

หากจะแนะนำให้เขาดำเนินชีวิตในลีลาอย่างอื่นที่ไม่เข้าเกณฑ์ 2ประการข้างบนนี้แล้ว เขาทำไม่ได้ เพราะฝืนนิสัยของเขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ชีวิตของเจ้าชะตาจึงขึ้นอยู่กับบรรดาศูนย์รังสีที่มีสัมพันธ์กับดาวพระเคราะห์ดวงนั้น หรือขึ้นอยู่กับบรรดาศูนย์รังสีที่มีสัมพันธ์กับเมอริเดียนเสมอไป หลีกเลี่ยงได้ยากเต็มที อย่างไรก็ดี หากบังเอิญศูนย์รังสีดังกล่าวเหล่านั้นเป็นศูนย์รังสีที่ให้คุณ เขาก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้ามหากเป็นศูนย์รังสีบาปเคราะห์ที่มีอิทธิพลในทางทำลาย เขาก็ประสบความลมจมหรือไม่มีทางที่จะดีได้ แต่ถ้ามีทั้งดีทั้งร้ายเข้าก็ประสบทั้งดีและร้ายตามความหมายของศูนย์รังสีเหล่านั้น

ตัวอย่าง

1         ในดวงชะตาของ ฮิตเลอร์ ที่กล่าวมาแล้ว

มฤตยู = อาทิตย์/จันทร์  บังเอิญศูนย์รังสีที่มามีสัมพันธ์ล้วนเป็นศูนย์รังสีดี จึงประสบความสำเร็จ

2         ในดวงชะตาของ สุวัจชัย สุทธิมา นักร้องเสียงเย็นผู้มีชื่อเสียของประเทศในยุคก่อน

เสาร์ = เมษ/อาทิตย์ =เมษ/ราหู =วัลคานุส/โพไซดอน =พุธ/แอดเมตอส =คิวปิโด/แอดเมตอส=คิวปิโด/ฮาเดส= อังคาร/พฤหัส=พฤหัส/โครโนส=จันทร์/ศุกร์=มฤตยู/เซอุส

แปลว่า เจ้าชะตามีความเป็นอยู่แบบคนมีทุกข์  เสาร์  ซึ่งมีผลทำให้ชีวิตสัมพันธ์กับประชาขน(เมษ/อาทิตย์ , เมษ/ราหู ) ทะนงตัว (วัลคานุส/โพไซดอน) คิดมาก (พุธ/แอดเมตอส) มีการแตกแยกกันภายในครอบครัวและหมู่คณะ (คิวปิโด/แอดเมตอส) มีแต่เรื่องเศร้าๆภายในครอบครัว (คิวปิโด/ฮาเดส) แต่เป็นคนมือขึ้นทำอะไรก็มีโชคลาภ (อังคาร/พฤหัส) ร่ำรวย (พฤหัส/โครโนส) ต้องพลัดพรากจากมารดา ตั้งแต่เยาว์วัย (จันทร์/ศุกร์) หรือ เป็นคนเจ้าความรู้สึก (จันทร์/ศุกร) หากอดกลั้นไม่ได้ชีวิตก็จะพังทะลายลง (มฤตยู/เซอุส) (เจ้าชะตาผู้นี้ ไม่ทราบเวลาเกิดที่แน่นอน จึ่งไม่ใช้เมอริเดียนพยากรณ์)

ในดวงชะตาของ จอมพล ถนอน

                        ศุกร์ = อาทิตย์/ราหู = เมษ/โพไซดอน=จันทร์/เนปจูน =มฤตยู/อาพอลอน=โครโนส/อาพอลลอน=อังคาร/พฤหัส=เสาร์=คิวปิโด

                แปลว่า  เจ้าชะตามีความเป็นอยู่แบบออมชอมไม่แข็งกระด้าง (ดาวศุกร์) ซึ่งมีผลทำให้กลายเป็นคนธรรมะธรรมโม (เมษ/โพไซดอน) เพ้อฝัน (จันทร์/เนปจูน) พัวพันกับการคำนวณหรือการวัดตามหลักคณิตศาสตร์ (มฤตยู/อาพอลอน) ท่านเคยเป็นอาจารย์ แผนที่ รร.นายร้อย จรปร.  เพราะการทำแผนที่นี่เองที่ทำให้ท่านเข้าร่วมกับคณะปฏิวัติ และรุ่งเรืองมาตั้งแต่บัดนั้น มีความสามารถ สูงส่ง (โครโนส/อาพอลลอน) ท้าการสิ่งใดก็มีโชคและประสบความสำเร็จ(อังคาร/พฤหัส) แต่ก็ต้องพลัดพรากจากครอบครัวและหมู่คณะ (เสาร์/คิวปิโด)

ในดวงชะตาของ มยุรา ธนะบุตร นางเอกภาพยนต์ไทย ซึ่งจากดวงชะตาปรากฏชัดว่าเธอจะโด่งดังในโอกาศต่อไป หรือไม่ก็ได้ดิบได้ดีต่อไปข้างหน้า เกิด วันที่ 2 ตุลาคม 2500 เวลาในระหว่าง 6.00 ถึง 7.00

                ดวงชะตานี้แปลกมาก กล่าวคือ มีดาวเข้าเกณฑ์ตามที่กล่าวมาแล้วถึง 5 ดวงอยู่ในศูนย์รังสีของจุดเจ้าชะตา มีดังนี้

                โพไซดอน = เมษ/จันทร์ = พฤหัส = แอดเมตอส/วัลคานุส = พุธ/เนปจูน = ราหู/เสาร์ =ศุกร์/เซอุส =ศุกร์/พูลโต

                พฤหัส = เมษ/จันทร์ .เหมือน โพไซดอน ข้างบน

                เซอุส   อาทิตย์/จันทร์ = เมษ/เนปจูน = พุธ/มฤตยู=ฮาเดส/อาพอลลอน=ศุกร์/เสาร์=พลูโต
                พูลโต = อาทิตย์/จันทร์ = อังคาร/แอดเมตอส=คิวปิโด/แอดเมตอส = เมษ/เนปจูน =ฮาเดส/อาพอลลอน= ศุกร์/เสาร์

                คิวปิโด = เมษ/อาทิตย์ = พฤหัส/วัลคานุส = พฤหัส/โพไซดอน = มฤตยู/โครโนส

ท่านคงเห็นแล้วว่า มีดาวที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว (ไม่คิดถึง เมอริเดียน เนื่องจากไม่ทราบเวลาเกิดที่แน่นอน ) ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ดาวเด่นในดวงชะตา คือ พฤหัส โพไซดอน เซอุส พลูโต และ คิวปิโด เธอจึงเป็นบุคคลหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบกลมกลืนกันกล่าวคือ

                พฤหัส                     มีพฤติกรรรม  คือ เป็นคนไม่มีทุกข์มีร้อน

                ไพไซดอน                มีพฤติกรรม   คือ เป็น ดารา (สิ่งเรืองแสง)

                เซอุส                       มีพฤติกรรม คือ จริงจัง

                พลูโต                      มีพฤติกรรม คือ เป็นนักพัฒนาการ

                คิวปิโด                    มีพฤติกรรม คือ เป็นนักศิลป

สำหรับการพยากรณ์หรือถอนคำแปล ก็ต้องเอาบรรดาศูนย์รังสีทั้งหลายที่สัมพันธ์กับดาวเหล่านี้มาแปลให้หมด ให้เข้าเรื่องกัน ดังเช่น ดาวพฤหัส พบแต่บุคคลที่มีอำนาจ หรือเป็นสตรีที่มีอิทธิพลผู้หนึ่ง (จันทร์/วัลคานุส) แอดเมตอส/วัลคานุส มีผลทำให้ต้องประกับอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการตัดขาดจากผู้ใกล้ชิดหรือของผู้ใกล้ชิดก็ได้ (ราหู/เสาร์) ได้งานที่ตนโปรดปราน
 
(ศุกร์/เซอุส) (โพไซดอน)  ประสบโชคลาภ (พฤหัส) .. (คิวปิโด) ก่อนให้เกิดโชคลาภที่มั่นคงถาวร ร่ำรวยมหาสาร
 
(พฤหัส/วัลคานุส) มีความภาคพูมใจ (วัลคานุส/โพไซดอน) กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจขึ้นในทันทีทันใด (มฤตยู/โคโนส) ..

ซึ่งจะเห็นว่ามีเรื่องราวมากมายก่ายกองที่เกี่ยวกับเจ้าชะตา ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เอง ผู้ที่มีลีลาชีวิตหลายแบบ

     

บทที่ 431
 

 

พระเคราะห์เสวยอายุ
 

                โหราศาสตร์โบราณกล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นแก้เด็ก ให้ดูจากจันทร์ สำหรับคนชราให้ดูที่ดาวเสาร์ ต่อไปนี้เป็นรายการ พระเคราะห์เสวยอายุ ในวัยต่าง ๆ ของโหราศาสตร์โบราณท่านอาจนำไปใช้ประกอบการพยากรณ์ก็ไม่มีปัญหาใด

                จันทร์      มีบทบาทสำคัญสำหรับวัยอายุ                ตั้งแต่ 0 ถึง 4 ปี

                พุธ          มีบทบาทสำคัญสำหรับวัยอายุ                ตั้งแต่ 4 ปี จนเข้าวัยหนุ่มสาว 14 15 16 ปี

                ศุกร์         มีบทบาทสำคัญสำหรับวัยอายุหนุ่มสาวจนถึง 23 ปี

                อาทิตย์    มีบทบาทสำคัญสำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 24 ถึง 42 ปี และถือว่า เป็นจุด เซนิท ของ ชีวิต

                อังคาร      มีบทบาทสำคัญสำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 43 ถึง 57 ปี อันเป็นวัยของการทำการงาน

            พฤหัส      มีบทบาทสำคัญสำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 58 ถึง 69 ปี ซึ่งเป็นวัยเก็บเกี่ยวลาภผลที่ได้รับ

                เสาร์        มีบทบาทสำคัญสำหรับบุคคลตั้งแต่อายุ 70 ปี ขึ้นไป

ตามที่ได้กล่าวไว้ว่า จันทร์ ปกครองเด็กอ่อน นั้น นักศึกษาจะเห็นได้ว่า การมีผิวหนังอันชุ่มชื้น เด็กอ่อนทุกคนจะมีใบหน้ากลมเหมือนบุคคลเกิดในราศีกรกฏ หากจันทร์ในดวงชะตาไม่เข้มแข็ง เด็กจะรอดชีวิตได้ยาก ถ้าจันทร์ในดวงชะตาเสีย ชีวิตในวัยเด็กจะไม่ราบรื่น เด็กอ่อนตกตึกสัก 3 ชั้น มักไม่ค่อยจะเป็นอะไรมาก ทั้งนี้ก็เพราะมีแต่เนื้อที่หยุ่นและฟู กระดูกหักยาก แสดงว่า เสาร์ มีอิทธิพลต่อเด็กอ่อนน้อยมาก วัยที่ต่อจากวัยของ จันทร์ คือวัย พุธ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ อายุ 4 ขวบเป็นต้นไป พุธ ของเจ้าชะตาใด หากเสีย ย่อมกระทบกระเทือนไปถึงการศึกษาเล่าเรียนในวัยเด็กของเขา ต่อไปคือวัยของ ศุกร์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณ อายุ 17 ปี ในกรณีเป็นหญิงมักจะเริ่มก่อน ซึ่งอาจเป็น เมื่ออายุ 15 ปี  จนถึง 23 ปี ซึ่งเป็นวัยกำดัด วัยของอาทิตย์ วัยอังคาร วัยของพฤหัส อันเป็นวัยแห่งการประสบความสำเร็จ และวัยเสาร์ เป็นที่สุด ในวัยใด ๆ ก็ตาม หากดาวพระเคราะห์ที่ครองวัยหรือดาวพระเคราะห์ที่เสวยอายุในวัยนั้น ๆ อยู่ในตำแหน่งที่ดี เข้มแข็ง วัยนั้น ๆ ย่อมให้คุณแก่เจ้าชะตา ดังเช่น วัยศุกร์ อายุ 17 ถึง 23 เป็นต้น ถ้า ศุกร์ อยู่ในตำแหน่งที่ดี เช่น กุมพฤหัสเป็นต้น และเข้มแข็ง เช่นทำมุม 120 องศาสนิทกับ อาทิตย์ เป็นต้น ก็จะมีผลทำให้เจ้าชะตาเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์รักใคร่และมีโชคลาภจากเสน่ห์ของตน ตรงข้ามหากดาวพระเคราะห์เสวยอายุสำหรับวัยใดก็ตามอยู่ในตำแหน่งเสื่อม วัยนั้น ๆ ก็จะเป็นวัยเสื่อมโทรมแห่งชีวิตของเขาด้วย         ในทำนองเดียวกันในการพยากรณ์จร โดยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ผู้พยากรณ์จะต้องระลึกถึง วัย ของเจ้าชะตาอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นการพยากรณีเรื่องการแต่งงานเป็นต้น ถ้าหากเป็นการพยากรณ์เพื่อกำหนดเวลาแต่งงานของเขาว่าจะแต่งงานเมื่ออายุเท่าใดแล้ว จะต้องพิจารณา วัย ของเจ้าชะตาประกอบด้วย ว่าในวัยนั้น ๆ การแต่งงานของเจ้าชะตาจะเป็นไปได้หรือไม่ การพยากรณีเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เช่นการพยากรณ์อุบัติเหตุซึ่งมีผลทำให้กระดูกหัก ขาหัก แขนหัก ฯลฯ เป็นต้น ถ้าเจ้าชะตาเป็นเด็กอ่อน ซึ่งอิทธิพลของเสาร์ไม่ค่อยจะมีบทบาทเท่าใดแก่เขานัก ก็ไม่ควรจะให้น้ำหนักในการพยากรณ์รุนแรงถึงขั้นกระดูกหักแต่ถ้าหากเจ้าชะตาอยู่ในวัยชราแล้ว เราก็อาจพยากรณ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการยับยั้ง

                ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเรื่องราวของ พระเคราะห์เสวยอายุ สำหรับโหราศาสตร์โบราณ อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมจะพัฒนาการไปตามกาลสมัย บุคคลก็เช่นเดียวกัน บุคคลสมัยนี้ย่อมมีภาวะความเป็นอยู่ผิดไปจากบุคคลในสมัยโบราณเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น การกำหนดวัยตามที่โบราณได้กระทำไว้ จึงไม่น่าจะสมจริงเมื่อนำมาใช้กับบุคคลในสมัยนี้ ประกอบกับในปัจจุบันมนุษย์สามารถค้นพบดาวพระเคราะห์เพิ่มขึ้นอีกทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุฉะนี้ นักโหราศาสตร์จึงได้คิดจัดแบ่งวัยและพระเคราะห์เสวยอายุเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกันกับกาลสมัยหรือกับความเป็นอยู่อันแท้จริงของมนุษย์สมัยนี้ การลำดับวัยมีดังต่อไปนี้

                จันทร์                       จนถึงอายุ                 7              ปี

                พุธ                           จนถึงอายุ               14              ปี

                ศุกร์                         จนถึงอายุ                21              ปี

                อาทิตย์                     จนถึงอายุ                28              ปี

                อังคาร                      จนถึงอายุ                35              ปี

                เสาร์                        จนถึงอายุ                49              ปี

                มฤตยู                      จนถึงอายุ                56              ปี

                เนปจูน                     จนถึงอายุ                63              ปี

                พลูโต                      จนถึงอายุ                70              ปี

                ข้อควรสังเกตว่า วัยแต่ละวัย จะกินเวลานาน 7 ปี สำหรับระยะเวลา 7 ปีนี้ เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาถึง การพยากรณ์จรสุริยะคติ ก็จะทราบเองว่า เป็นระยะเวลาที่จันทร์จรสุริยะคติ โคจรได้  90 องศา ชีวิตของคนจะเปลี่ยนไปเมื่อจันทร์จรสุริยะคติโคจรอยู่ในตำแหน่งที่ทำมุม 0 , 90 180 270 กับ จันทร์กำเนิด กล่าวคือ ทุก 7 ปี

จะเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับเจ้าชะตา

บทที่ 432
 

 

จุดเมษคืออะไร
                จุดเมษ

เราถือเป็นจุดเจ้าชะตาชนิดหนึ่ง แต่จะเป็นจุดเจ้าชะตาที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตา ไม่ใช่ตัวของเจ้าชะตาแต่ก็มีผลต่อเจ้าชะตาได้เช่นเดียวกัน เพราะสภาพแวดล้อมจะมีบทบาทต่อตัวเจ้าชะตาไม่น้อยกว่าจุดเจ้าชะตาอื่น ๆ และถือว่าเป็นจุดเจ้าชะตารวมที่สำคัญ สามารถใช้บอกว่าเจ้าชะตาเป็นคนอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ความหมายของจุดเมษคือ

  1. เป็นจุดเจ้าชะตาจุดหนึ่งแต่เป็นแบบสภาพแวดล้อมของตัวเจ้าชะตา
  2. เป็นจุดบ่งบอกถึงมวลชนประชาชน ถนนหนทาง คนหมู่มาก
  3. เป็นจุดที่บ่งบอกถึงการแบ่งโลกออกเป็นสองส่วน  The equator line.
  4. เป็นบ่งบอกสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตาด้วย
  5. เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนฤดูกาลจุดหนึ่ง บอกถึงการเริ่มต้นของชีวิตในโลกนี้
จุดเมษมีผลต่อตัวเจ้าชะตามากถ้ามีดาวเคราะห์ทำมุมถึงหรือเข้าแกนทั้งสี่ หรือมีดาวดีดาวร้ายทับแกนอยู่ก็จะบอกถึงความเป็นมาเป็นไปของตัวเจ้าชะตาด้วย เช่น อังคารทับเมษ ก็จะแปลได้ว่าเจ้าชะตามีอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รีบร้อน การใช้กำลัง หรือตัวเค้าถูกสภาพแวดล้อมใหญ่ควบคุมอยู่เลยทำให้ตัวเจ้าชะตากลายเป็นคนกล้า ดื้อ เอาแต่ใจตนเอง ชอบเอาชนะ ไม่ยอดแพ้ใคร หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องแบบเช่นทหารหรือตำรวจ เพราะดาวอังคารแบบว่าทหารตำรวจหรือบุคคลที่อยู่ในเครื่องแบบ หรือตัวเจ้าชะตาอาจมีความเกี่ยวข้องกับคนที่มีเครื่องแบบก็ได้ หรืออย่างน้อยบ้านเจ้าชะตาอาจอยู่ให้โรงพักก็ได้ หรือใกล้กับค่ายทหารก็ได้ ถ้าเป็นทับเสาร์ ก็จะแปลว่าเจ้าชะตามีสภาพแวดล้อมที่มีดาวเสาร์ควบคุมอยู่ทำให้เจ้าชะตามีเหตุของดาวเสาร์เข้าทำงานเช่น เจ้าชะตาต้องเข้าไปมีส่วนกับดาวเสาร์ เช่น อยู่ใกล้ชิดกับคนยากคนจน คนเจ็บป่วย รวมไปถึงเจ้าชะตาก็อาจมีความทุกข์เข้าไปด้วย หรือสภาพแวดล้อมเป็นดาวเสาร์เช่นบ้านอาจอยู่ใกล้โรงพยาบาล วัด หรือป่าช้า (ดาวเสาร์) หรือชีวิตมักไม่ค่อยมีความสุขมีแต่เรื่องทุกข์ใจอยู่เนื่อง ๆ จากดาวเสาร์ เราจะเอาความหมายของดาวมาพูดผสมกับความหมายของจุดเมษเข้าไปเราก็ได้คำแปลออกมาแล้วคงไม่ยากในการตีความ แต่ท่านต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือตัวตนของเจ้าชะตาอะไรคือสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตาให้ได้ มันมีความแตกต่างกันอยู่แต่มองรวม ๆ แล้วอาจเป็นภาพเดียวกันที่บ่งบอกถึงตัวเจ้าชะตาแต่ในรายละเอียดแล้วไม่ใช่ โดยเราแบ่งจุดเจ้าชะตาออกเป็นสองจำพวกคือพวกที่เป็นตัวของจุดเจ้าชะตา เช่น อาทิตย์ จันทร์

เมริเดียน  เป็นจุดเจ้าชะตาจริงคือตัวตนของเค้า ส่วน เมษ ลัคนา ราหู คือสภาพแวดล้อมของตัวเจ้าชะตาที่จะทำให้เจ้าชะตามีความเป็นไปตามสภาพแวดล้อมนั้นด้วย ภาพรวมมองรวม ๆ แล้วอาจไม่แตกต่างกันนัก ยกตัวอย่าง เหมือนคนที่เป็นทหาร เครื่องแบบ ยศ สถานที่ทำงานเป็นสภาพแวดล้อมของเค้าเราก็มองเค้าว่าเค้าเป็นทหาร แต่ถ้าถอดเครื่องแบบออกเค้าก็เป็นบุคคลธรรมดาเดินตามถนนก็เป็นคนธรรมคนหนึ่ง แต่ธาตุแท้อาจชอบของสวยงามชอบปลูกต้นไม้ ชอบธรรมชาติ ชอบความสงบ สิ่งนี้คือตัวตนของเจ้าชะตาจริง ๆ แต่บทบาททางทหารก็จะมีบทบาทถึงชีวิตของเค้าด้วยเช่นกัน

บทที่ 433
 

จุดลัคนาคืออะไร
วันและเวลา ชั่วโมงและนาทีที่ท่านลืมตามาสู่โลก เป็นตำแหน่งตะวันออกสุดในทางราบที่ท่านโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบเส้นนั้นเป็นจำนวนกี่องศา และกำเนิดในราศีอะไร และในวันเวลานั้น ได้มีดาวดวงอื่นใดใน 22 ดวงอยู่ที่ใดตำแหน่งใด อยู่เป็นกี่องศาจากขอบ 0.00 ของราศีนั้น และจงจำไว้ให้ดี นี่คือสวรรค์ได้ประทานยันต์ชีวิตท่านตั้งแต่บันนั้นเป็นต้นมา และจะเป็นรากฐานต่อไปจนท่านลาจากโลกนี้ไป

ในความหมายของจุดลัคนานั้นในโหราศาสตร์สากลเค้าจะถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมใกล้ชิดกับเจ้าชะตาอย่างที่สุด และมีส่วนควบคุมพฤติกรรมของเจ้าชะตาไปด้วยแต่ไม่ใช่ตัวของเจ้าชะตาจริง ๆ เช่น ลัคนาของเจ้าชะตาเค้าอยู่ในราศีเมษ ก็จะบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตามีความไม่หยุดนิ่ง ชอบการเอาชนะ เป็นต้น แต่ตัวจริงเค้าอาจไม่เป็นเช่นนั้นเลยก็ได้ เพราะเมริเดียนเค้าอยู่ราศีตุลย์ก็จะบ่งบอกเค้าเป็นคนรักสงบ ชอบธรรมชาติ เป็นต้น เราต้องแยกลัคนากับเมริเดียนให้ออกแล้วเราจะเป็นตัวจริงกับตัวปลอมของเจ้าชะตาได้อย่างง่าย ๆ ดังนั้นลัคนาก็จะมีส่วนควบคุมอารมณ์ของเจ้าชะตาด้วย แต่จริงแล้วมันไม่ใช่ตัวเค้าแต่เป็นเพียงสิ่งใกล้ชิดตัวทำให้เค้าเป็นอย่างนั้นซึ่งจริงๆ แล้วเค้าอาจไม่ชอบเลยก็ได้ และเราก็ถือว่าจุดลัคนาคือจุดเจ้าชะตาชนิดหนึ่งเหมือนกัน ถ้ามีดาวอะไรมาทำมุมถึงก็จะแปลได้เลยตามดาวนั้นแต่ในเรื่องของสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตา ได้เช่นกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้าชะตาด้วยก็ได้ ตามดวงไทยถือว่าลัคนาบอกถึงเค้าเป็นคนราศีอะไร แต่ในสากลเค้าจะถือเอาอาทิตย์อยู่ราศีอะไรมากกว่าและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เราจึงควรถืออาทิตย์เป็นบรรทัดฐานในการบอกราศีเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  

บทที่ 434
ศูนย์จุดสะท้อนดาวคืออะไรกัน 

                                         
            เป็นจุดข้อดีของโหราศาสตร์ยูเรเนียน คือสามารถทำให้ทำทราบรายละเอียดของพื้นดวงชะตาได้มากขึ้นได้หลายแง่มุมของเจ้าชะตานั้น ๆ คือดูได้ละเอียดยิ่งขึ้นกว่าดาวโดด หลักการสะท้อนของโปรแกรม APOLLON 15 เราจะสะท้อนแกนเมษ หลักการสะท้อน มุมตกเท่ากับมุมสะท้อน วิธีใช้คือไป
view และเลื่อนแถบลงมาที่ Reflect ก็จะเข้าเมนูของเรื่องจุดสะท้อนในเมนูนี้มีให้เลือกอีกว่าจะสะท้อนเฉพาะจุดเจ้าชะตา หรือ ดาวทั้งหมด เราสามารถเลือกได้ ถ้าท่านมีความสามารถดีพอแล้วให้เลือก All Planets และมีการสะท้อนดาวจรได้ด้วยโดยเข้าไปที่ show transit reflect ก็จะปรากฏดาวสะท้อนเป็นสีฟ้าอ่อนออกมาอีกชุดหนึ่งการอ่านก็เหมือนกับดาวจริงทุกประการเพียงแต่ท่านจะงง อยู่ว่ามันมีดาวมากอ่านลำบากหรือดูยากขึ้นแต่จริง ๆ แล้ว เราจะเลือกดูเฉพาะจุดที่ต้องการทราบถ้าเราวัดมุมดาวสะท้อนมันทำมุมถึง จุด หรือตำแหน่ง อะไรมันก็ส่งผลถึงดาวจริงดวงนั้นดวง เช่นพบว่าอาทิตย์สะท้อนทำมุมถึงดาวเนปจูน ดาวเนปจูนตัวนั้นก็ส่งผลถึงอาทิตย์กำหนดด้วย  ดาวสะท้อนจริง ๆ แล้วก็คือเงาของดาวนั่นเอง เมื่อมีอะไรทำมุมถึงเงาดาวก็จะถึงตัวจริงของดาวดวงนั้นด้วย ทั้งจุดศูนย์รังสี จุดอิทธิพล ที่เราตั้งขึ้น รวมถึงโค้งฯด้วย แต่บางตำราก็จะสะท้อนแกนกรกฎ ก็ใช้ได้เหมือนกันผลเหมือนกันแต่เราก็ควรเช็คการสะท้อนทั้งแกนไหน ๆ เหมือน แต่เราสามารถทำให้สะท้อนแกนไหนก็ได้ โดยเข้าไปที่ tools ละไปที่ setting ไป ทำการเลือกว่าจะเอาสะท้อนแกนที่ต้องการใน  reflect type   หรือไปที่ natal ไปคลิกตรงที่
reflect ก็จะมีจุดสะท้อนเจ้าชะตาใช้เท่าที่จำเป็นจะไม่ งง

            ข้อดีอีกประการหนึ่งของจุดสะท้อนคือเราสามารถอ่านจุดเจ้าชะตาสะท้อนในราศีต่าง ๆ ได้ และเราจะทราบรายละเอียดของอุปนิสัยใจคอของเจ้าชะตาได้หลายด้าน โดยอ่าน ที่ อาทิตย์ จันทร์ ลัคนา ราหู เมริเดียน  เป็นหลัก หรือดูดาวดี ๆ หรือดาวร้าย ๆ ว่าอยู่ในราศีอะไรเค้าก็จะเป็นโรคหรือส่งผลถึงราศีนั้นไปด้วยอีกมุมหนึ่ง บางท่านก็เล่นจุดสะท้อนดาวจรด้วย โปรแกรมเราก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ท่านต้องมีความชำนาญมากพอตัวแล้วถึงจะเล่นจุดสะท้อนดาวจรได้ ค่อยค้างจะยากสักนิดแต่ไม่ยากเกินไป ในศูนย์รังสี และจุดอิทธิพลที่เราตั้งขึ้นมาไม่ถึงจุดเจ้าชะตาอะไรเลย แต่ก็อาจไปถึงจุดเจ้าชะตาสะท้อน แกน เมษ หรือจุดสะท้อนดาวจรก็เป็นไปได้เช่นกัน

 

การปรับลัคนาและเมอริเดียนหาเวลาเกิดเป็นเวลากำเนิด
                การปรับลัคนาและเมอริเดียนในพื้นดวงถือว่าเป็นสิ่งแรกที่ท่านจะต้องปฏิบัติก่อนที่จะเริ่มดูพื้นดวงทำไมเราถึงต้องปรับ ลัคนาและเมอริเดียน เพราะเวลาเกิดที่เจ้าชะตาให้มาอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง ท่านต้องมีความเข้าใจก่อนว่า เวลาเกิด และเวลากำเนิด มันต่างกัน เวลาที่เจ้าชะตาให้มาส่วนมากเป็นเวลาเกิดที่ได้มาจากโรงพยาบาลหรือผู้ที่ทำคลอด เมื่อเด็กออกมาแล้วก็ทำการจดกันเอาไว้ว่าเด็กออกมาเวลานี้ หรือเวลาตัดสายสะดือ หรือเอาเวลาเด็กร้อง ซึ่งเวลาตรงนั้นเป็นเวลาทางด้านกฎหมายว่ามนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว แต่จริง ๆ เวลาที่ว่านี้อาจไม่ตรงก็ได้อาจมีการเคลื่อนไหวไปบ้างจากความเป็นจริงคือเวลากำเนิด นักโหราศาสตร์ต้องทำการหาเวลากำเนิดให้ได้เสียก่อนที่จะทำนายพื้นดวงเพื่อท่านจะไม่หลงทางในการพยาการณ์  เวลากำเนิดนี้คือเวลาที่วิญญาณ ได้เข้ามาผสมประสานกับตัวตนเรียบร้อยแล้วบางทีอาจก่อนคลอด หรือหลังคลอดก็ได้ ตามความจริงแล้วเราจะใช้เวลาอะไรก็ได้ที่นักพยากรณ์ ทำการพยาการณ์แล้วตรง แต่ถามหลักเรามีวิธีหาเวลากำเนิดกันอยู่แล้ว ตามที่ข้าพเจ้าได้เรียนมาจากท่านอาจารย์อีกที

                วิธีปรับลัคนาและเมอริเดียน ให้ท่านเลือกเอาว่าจะปรับลัคนาหรือเมอริเดียนอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ข้าพเจ้าเสนอว่าใหม่ควรปรับที่ลัคนาก่อนเพราะจะง่ายกว่าการปรับเมอริเดียน แต่ถ้าปรับตัวใดตัวหนึ่งแล้วอีกตัวหนึ่งก็ไม่ต้องไปปรับมันเพราะถือว่าทั้งสองจุดมีความสัมพันธ์ถึงกัน เพราะจะเดินตั้งฉากกันอยู่แล้ว เราเลยอาศัยตรงจุดนี้ปรับจุดเดียวก็เพียงพอ ก่อนอื่นเราต้องมีความเข้าใจในการโคจรของลัคนา ลัคนาจะเริ่มต้นแต่ละวันตั้งแต่ลัคนาทับอาทิตย์จร ถือว่าเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ แต่เมริเดียนจะทับอาทิตย์ในเวลาเที่ยงของทุกวัน และลัคนาจะใช้เวลาเดินทางรอบราศีทั้ง 12 ราศีเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ลัคนาจะเดินประมาณ 2 นาทีกว่า ต่อ 1 องศา ลัคนาไม่ใช่ดาวแต่เราถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นักโหราศาสตร์คำนวณขึ้นมาใช้ในการพยากรณ์เวลาเกิด ถามว่าจำเป็นไหมข้าพเจ้าก็บอกว่าจำเป็นเพราะเป็นเวลาที่เราเกิดมาบนโลกนี้ และบอกอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเรามากพอสมควรและถือเป็นจุดเจ้าชะตาชนิดหนึ่ง แต่เป็นจุดเจ้าชะตาที่เป็นสภาพแวดล้อม ดังนั้นเมื่อเราทราบว่าลัคนาคือสภาพแวดล้อมที่เราเกิดมาหรือใช้ชีวิตอยู่กับมัน มันก็เป็นจุดที่ง่ายที่เราทำการปรับลัคนา ของเจ้าชะตา คนส่วนมากก็จะบอกเวลาเกิดมาให้ท่านเป็นอันดับแรก เราก็ตั้งเวลาเกิดเอาไว้ก่อนและก็เริ่มถามเค้าว่าเค้าเป็นคนอย่างไร มีอุปนิสัย หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมตรงตามราศีที่ลัคนาสถิตอยู่หรือไม่ก่อนอื่น เราก็ให้ดูลัคนาอยู่ในราศีเป็นอันดับแรกเช่น เวลาที่เค้าเกิด ลัคนาเค้าอยู่ในราศีตุลย์ เราก็ถามว่าเค้าเป็นคนรักสงบ เป็นคนใจเย็น หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการต่อสู้หรือเร่งรีบ ชอบธรรมชาติ ชอบความสวยงาม เป็นคนใจเย็น นิ่ง ๆ หรือไม่ เราเอาความหมายของราศีมาคุยกับเค้าก่อนว่าเป็นหรือไม่ ถ้าตรงเราก็มั่นใจว่าลัคนาเค้าอยู่ในราศีนี้แน่นอน ต่อไปเราก็เริ่มมองหาดาวเคราะห์ต่างๆ ที่ใกล้ ๆ ลัคนา หรือทำมุมสัมพันธ์ ถึง เช่น ลัคนาอยู่ในราศีตุลย์และทำมุม 50 กับ ดาวเนปจูน เราก็เริ่มถามเค้าว่าเจ้าชะตามีความผูกพันเกี่ยวกับเรื่องน้ำ หรือเป็นคนที่มีจิตนาการ หรือมีความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่คนอื่นไปไม่ถึง หรืออาจจะเกิดใกล้น้ำก็ได้ หรือทำงานเกี่ยวกับของเหลวก็ได้ ถ้าใช่ เราก็ปรับลัคนาให้ทำมุม 45 องศาเลย เพราะจะได้เอาดาวเนปจูนมาใช้ได้ด้วยเพราะมุม 50 องศา มันไม่มีใช้กันมีแต่มุม 45 คือว่า มันขาดหรือเกินไปกี่องศาเราก็ปรับให้มันเข้ามุมที่เราเรียนมา ก็ใช้ได้ เวลากับเราก็ไปปรับที่ Natal และไปที่ time และไปแก้ที่เวลาตรงนาทีจะปรับขึ้นหรือลงก็ปรับไปจนว่าลัคนาเข้าทำมุมตรงกับดาวดวงนั้น คือค่อย ๆ ปรับไปจนได้ตำแหน่งที่เราต้องการ และกด refresh หลังจากนั้นเราก็รอเวลาดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเค้า เช่นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่แรง ๆ ต่อชีวิตเค้าว่าแต่ละครั้งที่เจ้าจะไปสัมพันธ์ถึงจุดลัคนา หรือเมอริเดียนหรือไม่ อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่ท่านก็สามารถใช้เวลาเกิดที่ปรับใหม่ได้ ดีกว่าเวลาที่เจ้าชะตาให้มา เพราะอย่างไรเราก็ได้ทำการปรับให้เข้าเป้าหมายของเราแล้วว่าตรงกับสภาพแวดล้อมของเจ้าชะตาที่เป็นอยู่ เวลาเราตั้งจุด ศูนย์รังสี หรือจุดอิทธิพล ที่มีลัคนา หรือเมอริเดียนผสมอยู่เราก็สามารถใช้ได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้ายังไม่ได้ปรับไม่ควรไปใช้ เพราะอาจมีการเคลื่อนไหวได้มาก เพราะลัคนาเดินเร็วมากเพียง 5 นาที ก็เดินไปมากแล้วความแม่นยำในการใช้ศูนย์รังสีและจุดอิทธิพลและจะไม่ได้ผลนัก อีกอย่างหนึ่ง ในการปรับลัคนาหรือเมอริเดียนมันก็มีเวลาทีง่าย ๆ ที่ท่านอาจารย์เจ้าได้บอกมาว่าให้ดูวันที่ดาวอังคารโคจรมาทับ เมอริดียน วันไหน ก็จะเป็นวันที่มีแต่เรื่องวุ่นวาย หรือมีการวิวาท หรือมีเหตุการณ์ สำคัญทางด้านใช้กำลัง หรือมีการวิวาทเกิดขึ้น ก็ถือว่าเมอริเดียนตรง แต่ถ้ามันเกิดก่อนสองวัน ก็เราก็ปรับให้เมอริเดียนพื้นดวงไปทับอังคารจรในวันนั้น ๆ เสีย เพราะอังคารจะโคจรมาทับเมอริเดียนอาจใช้เวลานานเป็นปี แต่ถ้าเมอริเดียนของเจ้าชะตาอยู่ในช่วงที่ดาวอังคารกำลังโคจรมาถึงพอดีเราก็รอเวลาให้เจ้าชะตาส่งข่าวว่าเข้ามีปัญหาในวันไหนก็ได้ถือเป็นการปรับเมอริดียนอย่างหนึ่ง

                แต่ก็มีวิธีที่ละเอียดไปกว่านี้คือดูเหตุการณ์สำคัญในแต่ละวัน เช่นวัน สูญเสียพ่อแม่ วันเสียบุคคลสำคัญภายในครอบครัว หรือวันที่มีโชคลาภครั้งใหม่ หรือได้เลื่อนตำแหน่ง หรือวันประทับใจที่แรง ๆ ต่อเจ้าชะตา เราก็เอามาปรับได้ โดยตั้งจุดอิทธิพลต่าง ๆ ลงไปวันนั้น ๆ มันจะต้องทำมุมถึงลัคนา หรือเมอริเดียน ถ้ามีก็ถือลัคนาและเมอริเดียนถูกต้องแล้ว แต่ไม่ควรปรับเพียงครั้งเดียวควรดูไปเลื่อน ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าตรงแล้วถึงจะไม่ปรับอีกต่อไป การปรับลัคนาและเมอริเดียนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต่อไปถ้าท่านเรียนถึงเหตุการณ์รายนาทีลัคนาเมอริเดียนในพื้นดวงเราต้องใช้อย่างมาก แต่ถ้าเราไม่ต้องการทราบเราก็ปรับคร่าว ๆ ก็ได้ เรื่องการปรับลัคนาและเมอริเดียนนี้ เราอาจถามเรื่องตำหนิบนร่างกายเช่นบานดำ แดง  ไฝ จุดด่างดำ ตลอดจนแผลเป็นที่ลัคนาและเมอริเดียนอยู่ในราศีนั้นก็ได้ก็สามารถนำมาทำนายได้เหมือนกัน และก็ใช้ได้แม่นยำทีเดียว ไม่ควรมองข้าม อาจเป็นการถามเจ้าชะตาหลังจากการปรับแล้วว่ามีหรือไม่

 

บทที่ 436
 

ญัตติ 5 ประการ สำหรับการพยากรณ์จร

1.       คำนึงถึง ความแรง ของพระเคราะห์สนธิ ทั้งในพื้นดวงชะตา และ ในดวงชะตาจรที่ทำมุมกับจุดเจ้าชะตา และเข้าแกน หรืออยู่เส้นแบ่งราศี ดาวสันโดษ

2.       ดาวพระเคราะห์โคจรช้าหรือดาวพระเคราะห์จรสุริยคติโคจร ทับ เล็ก ฉาก ปัจจัยกำเนิด ดาวพระเคราะห์ที่เดินช้าหรือพักต์อยู่มันก็จะทำงานน้อยลงไปแต่วันใดที่มันเริ่มมนต์คือเริ่มเดินหน้าเค้าจะส่งพลังออกมาจะโดนจุดเจ้าชะตาเราก็จะมีความรุนแรงของดาวนั้นไปด้วย ท่านต้องมั่นสังเกตการโคจรของดาวแต่ละดวง ส่วนมากดาวพักก็มีดาวเสาร์ พฤหัส พุธ มฤตยู เนปจูน อังคาร ดาวพวกนี้จะมีการเดินพัก แต่ดาวที่ไม่พักคือ จันทร์ อาทิตย์ ราหู ดาวทิพย์ก็มีพักบ้างแต่นาน ๆ ครั้งหนึ่ง

3.       ในพระเคราะห์สนธิชุดเดียวกัน ดาวจรถึงแกนดาว หรือ แกนดาวจรถึงดาว (ตามโค้งฯ)

4.       แกนดาวของพระเคราะห์สนธิชุดหนึ่งจรถึงแกนดาวของพระเคราะห์สนธิอีกชุดหนึ่ง

ตามโค้งฯ

5.       จุดเจ้าชะตา จรถึงแกนดาวของพระเคราะห์สนธิใด ๆ (ตามโค้งฯ)

ในการพยากรณ์จร จำต้องคำนึงถึงพื้นดวงชะตาเป็นหลัก และมีการคุมกันเป็นชั้น ๆ ดังต่อไปนี้

                ดวงชะตากำเนิด คุม ดวงชะตาจรประจำปี

                ดวงชะตาประจำปี คุม ดวงชะตาประจำเดือน

                ดวงชะตาประจำเดือน คุม ดวงชะตาประจำวัน

                ดวงชะตาประจำวัน คุม การพยากรณ์ชั่วโมงและนาที ตามลำดับ

ในทางปฏิบัติ อาจผ่านการพยากรณ์เดือนไปพยากรณ์ วัน เลย ก็ได้

จุดเมษจร

                จุดเมษจร มีผลทำให้ดวงชะตา ทั้งดวง แสดงอิทธิพล กล่าวคือ กระทบกระเทือนหมด

ทุกจุดเจ้าชะตา ในที่นี้เราจะใช้เมษจรตามโค้งฯ ในการตรวจดวงชะตาว่าทำมุมถึงปัจจัยต่าง ๆ

ที่เราตั้งขึ้นหรือดาวในพื้นดวงก็ได้ รวมไปถึงดาวจรวงนอกด้วย ดังนั้นเมษจร จึงมีความสำคัญ

เป็นอย่างยิ่งในการพยากรณ์จร ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาก่อนเพื่อน

จุดศูนย์รังสี และจุดอิทธิพลจร

มีใช้กันมากในวงการ จะมีผลก็ต่อเมื่อมีจุดเจ้าชะตาร่วมอยู่ด้วย

ดังเช่น   จุด อาทิตย์/แอดเมตอส แปลว่า ความอุสาหะ ความหนัก น้ำหนัก

                จุด อาพอลลอน/พฤหัส แปลว่า กองเงินกองทอง หรือเงินจำจำนวนมาก

ถ้าสองจุดนี้จรมาทำมุมถึงกันไม่ว่าจะเป็นจรโดยดาวจร หรือพื้นดวงจรโดยโค้ง มาทำมุมถึงกัน

ก็จะแปลได้ว่า ได้รับเงินเป็นจำนวนมาก แต่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งเอาไว้ เช่น กู้หนี้ ยืนเขามา

เป็นต้น
 

บทที่ 437
 

ความหมายทางโหราศาสตร์ ของดาวพระเคราะห์ที่โคจรเร็ว และโคจรช้า

โคจรเร็ว ( เสริด )

                ทางเทคนิค เรียกว่าโคจร เสริด ดาวพระเคราะห์ใดก็ตาม ถ้าโคจรเร็ว หรือเสริด มีอัตราการโคจรมากกว่าอัตรา
การโคจรเฉลี่ย จะมีผลทำให้สิ่งตามความหมาย ของดาวพระเคราะห์ดวงนั้น พัฒนาการเร็ว และบรรลุผลเร็ว
ทางด้านจิตวิทยา จะหมายถึงการแสดงออก และมีกริยาอย่างรวดเร็ว สำหรับในด้านของชะตาชีวิต หมายถึงโอกาสมาเร็ว
อย่างไรก็ดี การมีความรวดเร็ว ย่อมบกพร่องทางด้านความละเอียดถี่ถ้วนเป็นธรรมดา

โคจรช้า  ( มนท์ )

                ทางเทคนิค เรียกว่าโคจร มนท์ ดาวพระเคราะห์ใดก็ตาม ถ้าโคจรช้า หรือ มนท์ มีอัตราการโคจรน้อย
กว่าอัตราการโคจรเฉลี่ย จะมีผลทำให้สิ่งตามความหมาย ของดาวพระเคราะห์ดวงนั้น พัฒนาการช้า และบรรลุผลช้า
ทางด้านจิตวิทยา จะหมายถึงการแสดงออก และมีกริยาที่เชื่องช้า และสำหรับในด้านชองชะตา ชีวิต หมายถึงโอกาสช้า
หรือมีธรรมชาติเฉื่อยชานั่นเอง อย่างไรก็ดี ความช้าก็คือความมั่นคง

ทิศทาง

                แบ่งออกเป็น โคจรปกติ ( ปกติ ) ตามจักรราศี โคจรถอยหลัง ( พักร์ ) ย้อนจักรราศี และโคจร อยู่กับที่ ( สถิต )
และมีความหมายทางโหราศาสตร์ดังนี้

โคจรปกติ

                ทางเทคนิคเรียกว่า โคจร ปกติ ซึ่งหมายถึงการโคจรตามจักรราศี ตามธรรมชาติการโคจรของดาวพระเคราะห์ใดโคจร
ตามปกติ สิ่งตามความหมายของดาวพระเคราะห์ นั้น ๆ จะพัฒนาการไปโดยปกติ และไม่มีการขาดตอนจนกว่าจะบรรลุผล
ทางด้านจิตวิทยาจะหมายถึงการมีความเป็นไปตามปกติของการพัฒนาการ และการแสดงออก ของความสามารถตามธรรมชาติ
ของดาวพระเคราะห์นั้น โดยไม่มีการสะดุดหยุด

โคจรถอยหลัง

                คือการ พักร์ หมายถึงการโคจรย้อนจักรราศี หรือย้อนการโคจรตามธรรมชาติ ของดาวพระเคราะห์นั้น
ดาวพระเคราะห์ใด โคจรพักร์ ย่อมหมายถึงการขาดตอน ความจำกัด และความเสื่อมถอย อันเนื่องมาจากการที่ต้อง
เอาชนะอุปสรรค ต่าง ๆ เพื่อบรรลุผลในสิ่งตามความหมายของดาวพระเคราะห์นั้น สำหรับทางด้านจิตวิทยา
จะหมายถึงพัฒนาการและการแสดงออกที่ ถูกจำกัด ไม่มั่นคง ไว้ใจไม่ได้ ของขีดความสามารถที่ตรงกับธรรมชาติ
ของดาวพระเคราะห์นั้น ดาวพระเคราะห์ที่โคจรพักร์ ไว้ใจไม่ได้ ของขีดความสามารถที่ตรงกับธรรมชาติ
ของดาวพระเคราะห์นั้น ดาวพระเคราะห์ที่โคจรพักร์
จะให้ความไม่แน่นอน ทั้งด้านดี และด้านร้าย และโบราณถือว่าดาวพระเคราะห์
ที่โคจรพักร์ มีคุณภาพไม่ดีนัก

โคจรอยู่กับที่

                คือการหยุดนิ่ง ซึ่งหมายถึง ตั้งอยู่ เพราะยังไม่มีในวงการโหราศาสตร์ไทย การโคจรอยู่กับที่
หมายถึงการมีอัตราการโคจรเท่ากับสูญ ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ดาวพระเคราะห์เปลี่ยนจากโคจรปกติ เป็นโคจรพักร์
หรือเปลี่ยนจากโคจรพักร์ เป็น โคจร ปกติ ก็ได้ และตามปกติแล้ว จะถือเอาขณะเริ่มโคจรพักร์ หรือเริ่มโคจรปกติ
ในกรณีโคจรอยู่กับที่จะมีผลคือ ทำให้สิ่ง ตามความหมายของดาวพระเคราะห์ดวงนั้น ๆ
มีอันต้องพัฒนาการไปด้วยการเชื่องช้า และกว่าจะบรรลุผลต้องใช้เวลานาน หรือยืดเยื้อเรื้อรัง หรือเกิดสภาพดื้อ
สำหรับผลทางด้านจิตวิทยาหมายถึงการดื้อ การทำให้หยุดนิ่ง และการย้ำหนักในการแสดงออกของขีดความสามารถ
ตามธรรมชาติของดาวพระเคราะห์นั้น

บทที่ 438
 

วิการตรวจสอบพื้นดวงชะตา ในกรณีที่สามารถพูดคุยกับเจ้าชะตาโดยตรง ควรปฏิบัติตามลำดับดังนี้
 

1.             ตั้งลูกศรของจานที่จุด AR  แล้วตรวจปัจจัยต่าง ๆ เช่น ดาวโดด พระเคราะห์สนธิ  จุด สะท้อนที่สำคัญโดยเลือกที่แรงที่สุดสอบดวงชะตาดู ว่าเจ้าชะตาเขาเป็นไปตามคำพยากรณ์ในคัมภีร์หรือไม่

                                ตัวอย่างเช่น

                                AR = MA = UR     ( มุม 0 หรือ 180 หรือ 45 หรือ 90 )

เจ้าชะตาต้องเป็นบุคคลกล้าหาญ ( MA ) ขี้โมโหโทโส มักสร้างความวุ่นวายอยู่เนือง ๆ

( MA/UR ) อาจได้รับบาดเจ็บบ่อย ๆ (  AR/MA ) มีเหตุการณ์ฉับพลันเกิดขึ้นอยู่เนือง

หากปรากฏว่า ไม่เป็นไปตามนี้ ก็แสดงว่า ดวงชะตาไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของเขา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยกันต่อไป

2.             ตั้งลูกศรของจานคำนวณที่ ราหู แล้วตรวจทำการตรวจดาวปัจจัยต่าง ๆ เช่น ดาวโดด พระเคราะห์สนธิ  จุด  สะท้อนที่สำคัญ โดยเลือกที่แรงที่สุดและมีความคามหมายชัดเจนที่สุด ว่าเขาเป็นบุคคลตามคำแปลในคัมภีร์ หรือไม่  ในกรณีที่หา

ไม่ได้ ก็ทำการ  สำรวจจุดอื่น ๆ กันต่อไป ไม่บังคับ

                                ตัวอย่างเช่น

                                NO = CU = ZE   ( มุม 0 หรือ 180 หรือ 45 หรือ 90 )

แสดงว่า เจ้าชะตามีชีวิตพัวพันกับสมาคมหรือหมู่คณะ หรือมีพันทะกับงานช่างศิลปต่าง ๆ

3. ตั้งลูกศรของจานที่ SU แล้วทำการตรวจปัจจัยต่าง ๆ เช่น ดาวโดด พระเคราะห์ สนธิ  จุด  สะท้อนที่สำคัญ

 

                                ตัวอย่างเช่น

                                SU = UR = JU/PL 

แสดงว่า หากเจ้าชะตาเป็นชาย เขาก็จะมีชีวิตอยู่อย่างผู้ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างฉับพลันทันทีทันใดหรืออย่างคาดไม่ถึงปัจจัย UR=JU/PL  คือการตื่นเต้นพร้อมกับมีโชคจากการเปลี่ยนแปลง  หากในกรณีที่เป็นเจ้าชะตาหญิง สามีหรือบิดา หรือญาติที่เป็นชายของเขา จะต้องเป็นบุคคลในทำนองนี้

 

4.             ตั้งลูกศรของจานที่ MO แล้วทำการตรวจปัจจัยต่าง ๆ เช่น ดาวโดด พระเคราะห์สนธิ  จุดสะท้อนที่สำคัญ

                                ตัวอย่างเช่น

                                                MO = SA = UR

แสดงว่าหากเจ้าชะตาเป็นหญิงเขาก็จะเป็นบุคคลที่มักต้องจากที่อาศัยอยู่เป็นประจำ อารมณ์ไม่แจ่มใส  มักชอบเก็บกด  หากเจ้าชะตาเป็นชาย ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์หงุดหงิด มีแต่ความ

                           ทุกข์ พลัดพรากจากญาติที่เป็นหญิง หรือภรรยา

5.         ให้ทำการตรวจ MC และ AS ดังที่กล่าวมาข้างต้นด้วย

                           ตัวอย่างเช่น

                                MC = MA  = แสดงว่าเจ้าชะตาเป็นบุคคลมีความกระตือรือร้น ระวังระไว หรือ                                             อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นคนที่ชอบขวนขวายอยู่เสมอ

                                AS = JU/KR = แสดงว่าเจ้าชะตาเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับบุคคลชั้นสูง แต่ก็ไม่ได้

หมายความว่าจะเป็นบุคคลชั้นสูงด้วย เช่นมีเพื่อนฝูงเป็นข้าราชการชั้นสูง  ถ้าตรงตามนี้ก็อาจสรุปได้ว่าลัคนา ได้สถิตอยู่ที่ตรงนี้จริงอนึ่ง เนื่องจาก ลัคนา กับ เมอริเดียน นั้น มีความสัมพันธ์กันโดยทางการคำนวณ ดังนั้นเมื่อจุดหนึ่งจุดใดสอดคล้องกับชีวิตจริงของเจ้าชะตา อีกจุดหนึ่งที่เหลือก็ย่อยจะต้องสอดคล้องไปด้วยโดย อัตโนมัติ จะไม่ตรงก็จะไม่ตรงทั้งสองจุดด้วย เพราะสองจุดนี้จะทำมุม ฉาก กันเสมอตามระยะการโคจรของทั้งสองจุดเสมอ  ขอแนะนำให้ท่านตรวจสอบปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลการแปลให้อยู่ เพียงแง่มุมเดียว คือไม่แปลงได้หลาอย่างจะทำให้ท่านสับสนในการให้การพยากรณ์ชะตานั้นได้ ควรตีมุมให้แคบ ๆ และท่านจะได้คำตอบที่ถูกต้อง                               

อย่างไรก็ตาม ผู้พยากรณ์จะต้องระลึกอยู่เสมอ เมื่อมีการพยากรณ์เกี่ยวกับ จันทร์ และ

 เมอริเดียน ว่า

                กำลังตกเป็นเป้าของความหลอกหลวงจากสิ่งที่เห็นได้จากภายนอก และบุคลิกภาพของเจ้าชะตาอยู่

                ตลอดเวลา ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะ สิ่งที่อ่านได้จาก จันทร์ หรือ เมอริเดียน นั้น เป็นสิ่งที่อยู่ ทางด้านในของบุคคล ซึ่งเจ้าชะตามักไม่ยอมที่จะเปิดเผยหรือเอาความลับของตนมาตีแผ่ได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดีหรือทางด้านร้ายก็ตาม  ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบฟังเพลงในจังหวะเร็ว ๆ มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นใจร้อนเสมอไป เช่นเดียวกับบุคคลที่ชอบฟังเพลงเย็น ๆ ก็มิได้ใจเย็นเสมอไป เราจะพบอยู่บ่อย ๆ เสียด้วยซ้ำที่ คนใจร้อนมักชอบที่จะฟังเพลง เย็น ๆ ใจเย็นชอบตรงกันข้ามก็ได้จึงเห็นได้ว่า การมองบุคคลเพียงภายนอกนั้น จะเองข้อมูลมาใช้ประกอบการพิจารณาผลของการ พยากรณ์จากดวงชะตา โดยตรง ไม่ได้ แต่จะต้องมีการกลั่นกรองโดยอาศัย จิตวิทยา หรือ จิตวิเคราะห์หรือความรู้อื่น ๆ เสียชั้นหนึ่งก่อน เสมอไป


บทที่ 439
 

การพยากรณ์จรสุริยะคติ ( PROGRESSIVE )
 

          เป็นการพยากรณ์บอกเหตุการณ์รายปีตามแบบสุริยะคติ  ตามเท็คนิคของวิชาโหราศาสตร์

โชคชะตาของบุคคลเมื่ออายุ 1 วัน นั้นเราทราบได้จากตำแหน่งของดวงดาวหรือปัจจัยต่าง

ในวันนั้น ดวงชะตานี้ ก็จะเป็นดวงชะตาที่บอกโชคชะตาของเจ้าชะตาเมื่ออายุได้ 1 ปี ด้วย

ในทำนองเดียวกัน โชคชะตาของบุคคลเมื่ออายุได้ 2 ปี ย่อมทราบได้จากดวงชะตาที่คำนวณขึ้น

วันที่ 2 หลังจากวันเกิด และโชคชะตาของบุคคลเมื่ออายุ 3 ปี ย่อมทราบได้จากดวงชะตาที่คำนวณขึ้น

วันที่ 3 หลังจากวันเกิด โชคชะตาของบุคคลเมื่ออายุ 4 ปี โชคชะตาของบุคคลเมื่ออายุ 35 ปี

ย่อมทราบได้จากดวงชะตาที่คำนวณขึ้น วันที่ 35 หลังจากวันเกิดของเขา

          การพยากรณ์โดยวิธีการคำนวณดวงชะตานี้ตามหลักความจริงที่ได้กล่าวมานี้ เรียกว่า การพยากรณ์

 มัธยมบท ซึ่งในทางเท็คนิคเรียก การพยากรณ์จรสุริยะคติ ( PROGRESSIVE )

ดวงชะตาที่คำนวณขึ้น ตามวิธีการดังกล่าวมานี้ มีชื่อเรียกว่า ดวงชะตาจร สุริยะคติ ดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ในดวงชะตาจรสุริยะคติ มีชื่อเรียกเป็นพิเศษว่า ดาวพระเคราะห์จรสุริยะติ ดังเช่น อาทิตย์จรสุริยะคติ อังคารจรสุริยะคติ พฤหัสจรสุริยะคติ ฯลฯ  ปัจจัยต่าง ๆ ในดวงชะตาสุริยะคติ ก็เช่นเดียวกัน

มีชื่อเรียกเป็นพิเศษว่า ปัจจัย จรสุริยาคติ ดัง เช่น เมอริเดียนจรสุริยะคติ ฯลฯ เป็นต้น

          สำหรับอักษรย่อ ของคำว่า จรสุริยะคติ นิยมใช้  คำว่า  จค  เช่น อาทิตย์ ( จค )

 ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศ ใช้  A หรือ Dp

          ปัญหาต่อไปเกี่ยวกับเท็คนิคของการคำนวณดวงชะตาจร สุริยะคติ ก็คือ เวลา ว่าจะใช้เวลาอะไร

ในการคำนวณ เพราะในการคำนวณดวงชะตานั้น จำเป็นต้องทราบเวลาด้วย สำหรับปัญหาเรื่องเวลานี้

ความจริงแล้ว นับว่าเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันพอสมควรเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดี

ในการคำนวณดวงชะตาจร สุริยะคติ นักโหราศาสตร์มักใช้วิธีการง่าย โดยการ คำนวณขึ้น

ในวันที่เจ้าชะตามีอายุ ครบบริบูรณ์พอดี กล่าวคือ คำนวณขึ้น สำหรับวันเกิดของเขา

เช่นเจ้าชะตาเกิด วันที่ 20 ธันวาคม 2480 ต้องการทราบโชคชะตาเมื่ออายุ 38 ปี

ก็ให้คำนวณดวงชะตาจรสุริยะคติสำหรับเจ้าชะตาเมื่อเขาอายุ 38 ปี เต็มพอดี กล่าวคือ

สำหรับ วันที่ 20 ธันวาคม 2518 ซึ่งตรงกับอายุ 38 ปี เต็มพอดี เมื่อคิดเสียเช่นนี้การ

คำนวณชะตาจรสุรยะคติก็จะสะดวกขึ้น กล่าวคือ ให้ทำการ คำนวณ โดยใช้เวลาเกิดของเจ้าชะตา นั่นเอง

          เมื่อได้กำหนดให้คำนวณดวงชะตาจรสุริยะคติสำหรับอายุเต็มพอดีเช่นนี้แล้ว

เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามดวงชะตาจรสุริยะคติ ก็จะเป็นเหตุการณ์ในระหว่าง ตั้งแต่

วันเกิด จึงถึง วันเกิด ปีต่อไป

          ในทำนองเดียวกัน เมื่อต้องการจะทราบว่า  วัยอายุต่าง ของเจ้าชะตา เช่น เมื่อ อายุ

35 ปี เมื่ออายุ 40 ปี จะใช้ วันที่เท่าใดหลังวันเกิด สำหรับคำนวณดวงชะตา จรสุริยะคติ ก็อาจ

ทราบได้โดยง่ายโดยการ เอา อายุ เป็นปี ไป บวก วันเกิด ผลลัพธ์จะเป็นวันที่ สำหรับคำนวณ

ดวงชะตาจรสุริยะคติที่ต้องการ ต่อไปนี้เป็น ตัวอย่าง การหา วันที่ สำหรับการคำนวณดวงชะตาจรสุริยะคติ ต่าง

          นาย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2471 เวลา 17.00 .

          ต้องการ คำนวณดวงชะตาจรสุริยะคติ สำหรับ อายุ 40 ปีเต็ม เพื่อใช้พยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ระหว่าง อายุ 40 ถึง 41 ปี
 

บทที่ 440
 

เพศ  ธาตุ และ คุณะ ของ เรือนชะตา

                เช่นเดียวกับในทฤษฎี จักรราศี ในทางทฤษฎีเรือนชะตา คงใช้ เพศ  ธาตุ คุณะ ในการออกแบบคำพยาการณ์

ลึกซึ้ง เช่นเดียวกับการออกแบบคำพยากรณ์ในทางทฤษฎีจักรราศีทุกประการ และสามารถนำเอาความรู้ในการผสมอิทธิพลของดาวพระเคราะห์กับราศีมาใช้กับเรื่องของเรือนชะตาได้ทุกประการ

เพศ         ในเรือนชะตา คงแบ่งออกเป็น เพศชาย คือ บวก เพศหญิง คือ ลบ และให้ เรือนที่ 1 เป็นเรือน เพศชาย

                โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศของราศี ต่อไป เรือนที่ 2 ก็จะเป็นเพศหญิง เรือนที่ 3 เป็นเพศชาย .. เช่นเดียวกับ

                จักรราศี

ธาตุ          ในเรือนชะตา แบ่งออกเป็น ธาตุ ไฟ ดิน ลม น้ำ เช่นเดียวกับจักรราศี และกำหนดให้ เรือนที่ 1 5 9 เป็นธาตุ

                ไฟ เรือนที่ 2 6 10 เป็นธาตุดิน    เรือนที่ 3 7 11 เป็นธาตุลม และเรือนที่ 4 8 12 เป็นเรือนธาตุน้ำ ทั้งนี้โดยไม่

                ต้องคำนึงถึงธาตุของราศีเช่นเดียวกัน แยกออกจากกันไปเลย

คุณะ        คงแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เหมือนกับราศี แต่ เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ดังนี้

                เรือนเกณฑ์             เทียบได้กับ จรราศี  มีคุณสมบัติเหมือนกัน 1 4 7 10              แรงที่สุด

                เรือนกลาง               เทียบได้กับ สถิตราศี  มีคุณสมบัติเหมือนกัน  2 5 8 11          อ่อนลงไป

                เรือนปลาย              เทียบได้กับ อุภยราศี   มีคุณสมบัติเหมือนกัน  3 6 9 12         อ่อนที่สุด

                ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณะของราศีต่าง ๆ

การผสมความหมาย หรืออิทธิพลระหว่าง ดาวพระเคราะห์ กับเรือนชะตา ให้ปฏิบัติเหมือนการผสมอิทธิพลดาวพระเคราะห์กับอิทธิพลของราศีทุกประการ อย่างคิดพิจารณารวมกัน ทั้งราศี และเรือนชะตา เป็นอันขาด ให้แยกพิจารณาต่างหากจากกัน ส่วนจะนำไปวินิจฉัยรวมกันในภายหลังนั้น ไม่มีอะไรขัดข้อง ซึ่งในทางปฏิบัติก็ควรทำอย่างนั้น

บทที่ 440
ก่อนอื่นอยากจะบอกบุญให้กับศิษย์ทั้งหลายว่าเราจะมีการไหว้ อ.ประยูร ฯ วันที่ 25 ธันวาคม 2553 ที่วัดเดิม เวลา 08.30 ใครว่าก็มาร่วมบุญ
ด้วยกัน ปีนี้ครูมีทุนไม่มากไม่สามารถจัดได้เอง  อยากให้ทุกคนร่วมใจกันทำบุญ ถือของติดมือมาร่วมกันทำบุญ เช่นอาหารถวายพระ ใครต้องการถวายพระไตรพระหรืออย่างอื่นให้ติดต่อเข้ามาเราจะร่วมกันกันซื้อเพราะมีหลายคนต้องการทำ หรือจะซื้อมาเองก็ได้
แม่งานปีนี้คือกลุ่มวันพฤหัส
 

ความรู้ทั่วไปที่เป็นประโยชน์

ปัจจัยทางโหราศาสตร์ทั้งหลาย อาจ จำแนก สรุปกล่าว อย่างสั้น ๆ ได้ดังนี้ ( Geometrische Astrologie ) ของ Heiz Schkaghecke )

1.    โลก กับ มนุษย์

                                                อาทิตย์     หมายถึง บุคคลต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นตัวตน ( เพศชาย )

                                                จันทร์      หมายถึง บุคคลต่าง ๆ กลุ่มก้อน ประชาชน   ( เพศหญิง )

                                                ราหู         หมายถึง ความสัมพันธ์ต่าง ๆ

2.    ลีลาของชีวิตโดยทั้ว ๆ ไป

                                                พุธ           หมายถึง ประสิทธิภาพในทางความรู้  ( การคมนาคม )

                                                ศุกร์         หมายถึง ความดึงดูด ความโน้มเอียง   ( เพศหญิง )

                                                อังคาร      หมายถึง การกระทำ                        ( เพศชาย )

                                                พฤหัส     หมายถึง ความสมบูรณ์ ความสำเร็จ       โชคลาภ

                                                เสาร์        หมายถึง การแยกออกจากัน การผลักกัน  ( การหดตัว )

                                                มฤตยู      หมายถึง อาการช๊อค ความฉับพลัน การริเริ่ม ( การเต้นเป็นจังหวะ )

3.    เวลา                ( คุณภาพทางด้านเวลา )

                                                เนปจูน    หมายถึง การทำลายอนาคต ( กัด เซาะ )

                                                                                ห้วงเวลา ตั้งแต่เกิดเหตุ จนกระทั้งถึง การเกิดผล

                                                พลูโต      หมายถึง  การสร้างจากอดีต การเติบโต การเปลี่ยนสภาพ

                                                คิวปิโด     หมายถึง การสร้างอนาคต ( การผลิตออก ) การรวม ( การสรุปรวม )

                                                ฮาเอส      หมายถึง การทำลายอดีต ( การทำให้หมดไป )

                                                เซอุส       หมายถึง ขณะปัจจุบัน ไม่มีเวลา เดี๋ยวนี้

4.    ขนาด หรือ พื้นที่

                                                โครโนส หมายถึง สูง เบื้องสูง สูงขึ้นไป  ( วัตถุ และ อุดมการณ์ )

                                                 อาพอลลอน   หมายถึง กว้าง แผ่ขยาย     ( วัตถุ และ อุดมการณ์ )

                                                แอดเมตอส     หมายถึง ความลึก ข้างใต้   ( ทั้ง วัตถุ และ อุดมการณ์ )

                                                วัลคานุส        หมายถึง ความสูงขึ้น ในรูปต่าง ๆ ของขนาด ดังเช่น

                                                                   สูงสุดยอด ไกลลิบ

                                                เมอริเดียน      หมายถึง ฉัน ตัวกู

                                                ลัคนา           หมายถึง สิ่งแวดล้อม ผู้อื่น สถานที่

                                                โพไซดอน     หมายถึง วิญญาณ สิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่ไม่ใช่สะสาร



 

บทที่ 441
 

เมอริเดียน กับ ลัคนา

 

          ในวิชาโหราศาสตร์ มีจุดสมมุติที่สำคัญยิ่ง อยู่ คือ

n     เมอริเดี่ยน ( Meridin ) ซึ่ง แสดงอิทธิพลเป็น วิญญาณ ของเจ้าชะตา

n     ลัคนา ( Ascendent  )   ซึ่ง แสดงอิทธิพลเป็น สิ่งแวดล้อม ของวิญญาณเจ้าชะตา

n     ราหู  ( Node )     ซึ่งแสดงอิทธิพลเป็น สิ่งแวดล้อม ของจิตเจ้าชะตา

 

          เมอริเดียน ( Meridian / Medium Coeli or M.C. )

บางที่ก็อาจเรียกว่า จุดจอมฟ้า ( Midheaven ) คือจุดตัดระหว่างเส้นเมอริเดียนที่ผ่านตำบลนั้นกับเส้นระวิมรรค เส้นเมอริเดียนที่ผ่านตำบลที่พิจารณานั้น เช่นตำบลที่เกิดของเจ้าชะตาเป็นต้น จะตรงกับเส้นลองติจูดที่ผ่านตำบลดังกล่าวนั่นเอง หรืออาจสรุปได้ว่า คือ จุดตรงศรีษะนั่นเอง และที่ปรากฏในดวงชะตานั้นเป็นการ กำหนด ลงบนเส้นระวิมรรคตามกรรมวิธีทางการคำนวณ และเนื่องจากอาทิตย์จะผ่านจุดนี้ตอนเที่ยงวันพอดี จึงอาจพิจารณาว่าเป็นเสมือนอาทิตย์สมมุติที่แผดกล้ามากที่สุด จุดที่อาทิตย์ให้พลังงานสูงสุดของวัน เพราะเหตุนี้เอง วิชาโหราศาสตร์ยุดนี้จึงพิจารณาว่า เมอริเดียน คือ วิญญาณ ของเจ้าชะตา

ลัคนา ( Ascendent )

          คือจุดตัดระหว่างระวิมรรคกับพื้นระดับจริงที่ผ่านตำบลที่พิจารณา หรือตำบลที่เจ้าชะตาเกิด และเป็น ขาขึ้น ส่วนจุดตัด ขาลง เรียกว่า อัสตลัคนา  หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดที่แนวโคจรของดวงอาทิตย์ตัดกับเส้นของฟ้าทางทิศตะวันออก ขณะเจ้าชะตาเกิดนั่นเอง บางทีก็เรียกว่าจุดนี้ว่า จุดอุทัยและเรียกคำเต็มว่า อุทัยลัคนา  นักโหราศาสตร์มองการอุทัยของดวงอาทิตย์ว่าเทียบได้กับการคลอดออกจากครรภ์มารดา ซึ่งการคลอดนี้ก็คือการทำให้เจ้าชะตาต้องเผชิญสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก และเขาก็จะเริ่มอยู่ในอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมตั้งแต่บัดนั้น นักโหราศาสตร์จึงพิจารณา ลัคนา เป็นสิ่งแวดล้อม ของเจ้าชะตาในระดับวิญญาณ ซึ่ง ขณะเขาเกิดจุดลัคนามีสภาพเช่นใด สิ่งแวดล้อมของเขาก็จะเป็นเช่นนั้น  ในทำนองเดียวกับของเมอริเดียน เวลา 6.00 . จริงอาทิตย์จะอุทัยพอดี หรือก็คืออยู่กับจุดลัคนาพอดีนั่นเอง ส่วนกรณีเมอริเดียนนั้น ขณะเทียงวันจริง เมอริเดียนจะอยู่ตรงกับอาทิตย์ขณะนั้นพอดี อัตราการโคจรของเมอริเดียนกับลัคนา คือ 1 ราศี ใช้เวลา 2 ชั่วโมง หรือ 1 องศา ใช้เวลา 4 นาที

บทที่ 442
 

การตรวจดวงชะตาทินวรรษ solar return

ขั้นที่ 1
การตั้งดวงทินวรรษ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบเหตุการณ์รายปีว่ามีเรื่องหรือเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นกับตัวเจ้าชะตาหรือไม่เป็นอันดับแรกในการพยากรณ์จร การพยากรณ์จรรายปีถือเป็นขั้นแรกในการบอกว่าปีนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่เราตั้งคำถามไปก็ไม่ต้องไปดูรายเดือน รายวัน ฯลฯ กันอีก เพราะรายปีไม่บอกแล้ว ก็ไม่ต้องหาต่อไป วิธีการมีดังนี้

การตั้งดาวจรวงนอกไปเป็นดาวจรรายปีเสียก่อน โดยปรับให้อาทิตย์จรทับอาทิตย์กำเนิดโดยกด solar return โปรแกรมจะทำการคำนวณอาทิตย์รายปีให้

 โดยเราจะนับวันเกิดชนวันเกิดของปีต่อไป  เราก็จะได้ดาวจรวงนอกเป็นเหตุการณ์รายปีที่จะเกิดอะไรขึ้นเวลาอ่าน

ก็ให้อ่านดาววงนอกทำมุมกัน และผสมกับดาววงในที่เป็นพื้นดวง ว่ามีดาวดีหรือดาวร้ายจรมาถึง

จุดเจ้าชะตาหรือไม่ รวมไปถึงให้ทำการตั้งจุดอิทธิพลที่ต้องการทราบลงไปในวงนอกว่าทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาวงในหรือวงนอกหรือไม่ ให้ทำการกด compute และใส่สูตรที่ต้องการลงไป เช่น t.1=SU+JU-UR

หรือ t.1= SU$JU (ศูนย์รังสี) และทำการวัดมุมว่าจุดที่เราตั้งขึ้นนั้นทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาอะไรบ้าง ก็ให้

อ่านออกมา รวมทั้งจุดเจ้าชะตาสะท้อนด้วย

ขั้นที่ 2
ทำการตรวจสอบโค้งอายุรายปี  โดยจะดูโค้งอายุทั้งโค้ง + และโค้ง ของดาวที่เราตั้งขึ้นมา

เมื่อต้องการดูโชคลาภให้ตั้งโค้ง พฤหัส โดยกด planet  และใส่ JU  จุดพฤหัสโค้ง + และพฤหัสโค้ง จะมีค่าเหมือนจุดเจ้าชะตาจรรายปีด้วย เมื่อไปทำมุมถึงดาวอะไรก็ให้อ่านออกมาได้เลยเช่น

โค้ง + ของ พฤหัสไปทำมุม 45 กับ อาทิตย์ กำหนด หรือ จันทร์จรวงนอกในดวงรายปี ก็แปลได้ว่า

จะมีโชคดี เราแบ่งประเภทโค้งออกเป็นดังนี้ การดูโค้งจะเป็นการดูโดยภาพรวม ๆ ไปก่อนและค่อยๆดูรายละของเรื่องนั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง แต่ความแม่นยำถือว่าโค้งดาว ให้ความแม่นยำสูงมาก

โค้ง JU   ไว้ดูเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภ ความสำเร็จ การประสพโชค สิ่งที่มุ่งหวังไว้

โค้ง AP   ไว้ตรวจดูความมีชื่อเสียงโดงดังความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน

โค้ง KR   ไว้ตรวจดูเรื่องการปรับตำแหน่งหน้าที่การงาน เลื่อนยศ การสอบได้ในปีนี้

โค้ง VE    ไว้ตรวจดูเรื่องเกี่ยวกับความรักหรือการแต่งงานการพบรัก การมีบุตร
โค้ง No  ไว้ตรวจดูเรื่องการมีความสัมพันธ์ทางด้านความรักต้องตั้งพร้องกับโค้ง ศุกร์ เสมอ

โค้ง CU    ไว้ตรวจดูเรื่องการมีครอบครัว การแต่งงานควรดูคู่ไปกับโค้ง VE

โค้ง JU   ไว้ตรวจสอบเรื่องโชคลาภประจำปี อาจดีผสมกับไปโค้ง AP ก็ได้

โค้ง ZE   ไว้ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่อง การถูกทำร้ายด้วยอาวุธ หรืออุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องยนต์

 

 

 

โค้ง SA     ไว้ตรวจดูเรื่องการพลัดพราก การลาจาก การออกจากงาน การโยกย้าย การเปลี่ยนแปลง

                     การเดินทางจากที่อยู่อาศัยไป ณ แดนไกล หรือการจากโลกนี้ไป

โค้ง AD      ไว้ตรวจดูเรื่องความยากลำยาก ความตาย ความอึกอัดใจ การไม่ประสพความสำเร็จ

โค้ง HA     ไว้ตรวจดูเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่จะเกิดในปีนี้

โค้ง UR       ไว้ตรวจดูเรื่องเหตุการณ์ฉับพลัน หรือเหตุการน่าตื่นเต้นในชีวิต

โค้ง MA      ไว้ตรวจดูเรื่องกิจการงาน ต่าง ๆ ในชีวิต

โค้ง NE        ไว้ตรวจดูเรื่องความเจ็บป่วย การหลอกลวง ความไม่กระจ่างในชีวิตปีนี้เป็นโค้งที่

                       สามารถไว้ตรวจดูเรื่องสุขภาพได้ด้วย ควรดูควบคู่ไปกับโค้ง SA , HA, AD

โค้ง VU        ไว้ตรวจดูเรื่องความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ในชีวิต ควรดูประกอบกับโค้ง KR

โค้ง PO          ไว้ตรวจดูเรื่องการบรรลุถึงจุดสูงสุดของปัญญา การเรียนรู้สิ่งที่เหนือธรรมชาติ

ขั้นที่ 3
 การตรวจดูโค้งจุดเจ้าชะตา

เราสามารถทำการตรวจดูโค้งจุดเจ้าชะตาก่อนตรวจดูโค้ง อื่น ๆ ได้ก็จะบอกเหตุการณ์ที่ต้องการ

ทราบได้เหมือนกัน เช่น โค้ง AR,SU,MO,AS,MC ,NO ว่าไปทำมุมถึงดาวดีหรือดาวร้ายอย่างไร

ดูทั้งดาวในพื้นดวงและดาวจรรายปีวงนอกเช่นเดียวกัน

ขั้นที่ 4 เมื่อทำการตรวจโค้งพอทราบแล้วว่าชีวิตในปีนี้น่าจะมีเรื่องดีหรือเรื่องร้ายแล้วขั้นต่อไป

ก็ให้ทำการตรวจดูเรื่องว่าเรื่องดีหรือร้ายนั้นเป็นเรื่องอะไรกันแน่ หรือเจ้าชะตาอาจถามขึ้นมาตอนนี้ก็สามารถตั้งจุด อิทธิพล หรือจุดศูนย์รังสี เข้าไปจับบอกได้อีกว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่น

ขั้นที่ 5
 ให้ทำการตั้งจุดอิทธิพลและศูนย์รังสีที่ต้องการทราบในพื้นดวงก่อน โดยกด compute และใส่จุด

ที่ต้องการทราบลงไปและ + ARC และ ARC ท้ายจุดที่เราตั้งลงไป เช่น ต้องการรู้ว่าจะรวยไหม

ก็ให้กด compute และป้อนคำว่าn.1= SU+JU-UR +- ARC  และให้สังเกตดูว่าทั้งสามจุดทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาในพื้นดวงหรือจุดเจ้าชะตาจรรายปีหรือไม่ ถ้าจุดที่เราตั้งสัมพันธ์ถึงจุดเจ้าชะตาจรหรือพื้นดวงหรือเข้าแกนทั้งนี้ก็ถือว่าน่าจะมีเหตุการณ์สำคัญในเรื่องที่เราถามเกิดขึ้นถ้าเข้าตั้งแต่สามจุดขึ้นไปก็นับได้ว่าใช้ได้แล้ว

 

  

ขั้นที่ 6
 เป็นการตรวจจุดอิทธิพลหรือศูนย์รังสีที่ต้องการถามลงในดาวจรรายปีเพื่อเป็นการย้ำเพื่อให้

แน่ใจว่าจะมีเรื่องนี้เกิดแน่ โดยกดcompute และใสสูตรลงไปเช่นt.2=SU+JU-UR ถ้าไปทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาในดาวจรรายปีหรือในพื้นดวงก็เป็นอันว่าแน่นอนเรื่องนี้จะเกิด

การตัดสินใจว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเกิดกับเจ้าชะตานั้นจะต้องมีจุดที่ต้องการทราบเจ้าจุดเจ้าชะตาอย่างน้อย 2-3 ก็ถือได้ว่าเกิดเรื่องนี้ ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเข้าทั้งสาม จุดเลยก็มั่นใจได้ว่าเกิดแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์  และควรดูโค้งประกอบเพื่อเป็นการตัดสินใจอีกครั้งว่า
ชีวิตของเจ้าชะตาในปี

นี้จะออกไปในทางด้านดีหรือด้านร้ายกันแน่ เพื่อให้เจ้าชะตาคอยระวัง

เราสามารถทำการตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลังหรือเดินหน้าโดยการดูโค้งต่าง ๆ ว่าจะมีเรื่องร้ายหรือเรื่องดีเกิดขึ้นในปีไหนได้โดยให้ทำการตั้งดวงรายปีไว้ และกดไปที่ transit  และไปเปลี่ยน พ..ให้เดินหน้าไปในอนาคตว่าโค้งต่าง ๆ จะวิ่งเข้ามาทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาหรือปัจจัย หรือดาวต่าง ๆ ในปีไหนกันเพื่อเป็นการคอยระวัง หรือหมุน พ.. ถอยหลังเพื่อไปทดสอบความแม่นยำในโค้งต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่ามีเรื่องดีหรือเรื่องร้ายที่ชะตาเกิดขึ้นได้ สรุปโค้งอายุ สามารถบอกถึงเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้กี่ปีก็ได้เท่าที่ต้องการทราบ และเดินหน้าไปกี่ปีก็ได้เท่าที่ต้องการทราบ โดยยึดหลังว่าต้อง

ตั้งดวงจรรายปีไว้เป็นหลักเสมอเท่านั้นท่านก็สามารถทราบว่าปีไหน ๆ จะเกิดอะไรขึ้นโดยภาพรวม

และไปหารายละเอียดอีกครั้งดังที่กล่าวมา

 

การกำหนดโค้งต่าง ๆ ในการเช็คเรื่องสำคัญที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

เช็คเรื่องการงาน เปลี่ยนงาน ได้งาน การเงิน ได้ตำแหน่ง ใช้ตั้งโค้ง KR กับ AP กับ JU กับ VUตรวจสอบ เรื่องการพลัดพรากจากการเดินทาง เช็คโค้ง SA

โค้ง ME
ตรวจสอบเรื่องการเสียชีวิตจากเหตุร้าย โค้ง
AD โค้ง SA โค้ง UR โค้ง MA

ตรวจสอบเรื่องการเสียชีวิตเพราะการเจ็บป่วย ใช้โค้ง  AD โค้ง SA โค้ง HA โค้ง NE

ตรวจสอบเรื่องความรัก ใช้โค้ง VE โค้ง NO โค้ง CU

ตรวจสอบเรื่องอุบัติเหตุ ควรใช้โค้ง MA โค้ง UR เป็นอันดับแรก ก่อนเช็คโค้ง การเสียชีวิตต่อไป คือ โค้ง SA โค้ง AD และโค้ง ze ไว้ตรวจการได้รับบาดเจ็บจากเครื่องจักร หรืออาวุธ

 

 

ตรวจสอบเรื่องการเรียนรู้การบรรลุเรื่องวิชาการความรู้ หรือการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ใช้โค้ว PO ,NE

ส่วนโค้งจุดเจ้าชะตาเอาไว้ใช้ในการตรวจสอบครั้งจุดท้ายหลังจากตั้งโค้งที่ต้องการทราบไปไว้เพื่อเป็นการมั่นใจยิ่งขึ้น

การตรวจวันสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราจะใช้โค้ง AR วิธีตรวจโดยหมุดวันให้อาทิตย์จรเข้าทำมุมถึงจุด AR มุม 45 90 180 0 วันไหนทั้งโค้งบวกและลบ เราก็จะทราบวันสำคัญที่จะเกิดเรื่องดีหรือร้าย ในระดับหนึ่ง

ในกรณีที่โค้งจุดเจ้าชะตาจรมาทับโค้งร้าย ๆ หรือโค้ง ดี ๆ ก็จะบ่งบอกถึงเรื่องนั้น ๆ เช่นเดียวกัน เราก็สามรถเช็คได้เช่นเดียวกันแต่ค่อนข้างจะยากกว่าการตรวจเช็คที่แยกโค้งไว้ให้แล้ว จะดีกว่า

บทที่ 443
 

เรื่องวิธีการพยากรณ์ โดยทฤษฏีเรือนชะตา
 

1.       วิธีการพยากรณ์ เรือนชะตา มีหลักปฏิบัติอยู่เพียง ประการเดียว ที่เป็นแก่นสารของทฤษฏี คือ เอาอิทธิพลของดาว ผนวกกับ อิทธิพลของเรือน แล้วอุปมาเป็นคำทำนายโดย ใช้หลักการด้านจิตวิทยา

2.       - ดาวพระเคราะห์หรือปัจจัยในราศี บอกถึง สันดาน หรือ กรรมเก่า ของเจ้าชะตา

-          ดาวพระเคราะห์หรือปัจจัยในเรือนชะตา บอกความเป็นอยู่ ซึ่งมีผลมาจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ของเจ้าชะตา

3.       หลักการพยากรณ์ที่ได้กล่าวมานี้ เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ใช้ได้สำหรับโหราศาสตร์ ทุกระบบ อย่าลืม
หลักการอ่านดวงชะตา เอาอิทธิพลดาว ผนวกเข้ากับ อิทธิพลของราศี หรือ อิทธิพลของเรือนชะตา ที่ดาวดวงนั้นสถิตอยู่ อ่านตามหลักนี้เสียก่อน แล้วจึงอุปมาเป็นคำทำนาย โดยใช้หลักทางด้านจิตวิทยา

4.       ในกรณีที่มีปัจจัยอื่นสัมพันธ์หรือได้ตำแหน่งสัมพันธ์กับดาวในเรือนชะตา หรือราศี ที่พิจารณา ก็ให้ ผนวก อิทธิพลของปัจจัยนั้น ๆ เข้ากับคำพยากรณ์ที่อ่านจาก ดาว + เรือน นั้นด้วย ดังตัวอย่างเช่น

จันทร์ สถิตในเรือนที่ 4 แปลว่า มีความรู้สึกสำนึกในเรื่องบ้าน ชอบอยู่แต่ในบ้าน มีบุคคลเพศหญิงอยู่ในบ้านหลายคน เช่นมีแต่บุตรสา เป็นต้น มีการเปลี่ยนแปลงและมีการผันแปรเกี่ยวกับเรื่องบ้านอยู่เสมอ หรือ ชอบเลี้ยงไม้ดอก

จันทร์ สถิตในเรือนที่ 4 ทำมุม 45 องศากับ เสาร์ แปลว่า ย้ายที่อยู่บ่อย หรือมีวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องภายในบ้านอยู่ตลอดเวลา บุคคลเพศหญิงภายในบ้านมักเปล่าเปลี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง

 

5.       การพยากรณ์จะยิ่งละเอียดลออและปราณียี่งขึ้นถ้ามีการเอา คุณสมบัติของราศี ที่ดาวนั้นสถิต

ทั้งดาวในเรือนชะตาที่พิจารณา และดาวหรือปัจจัยที่มีสัมพันธ์กับดาวหรือปัจจัย ในเรือนที่พิจารณานั้น

ตัวอย่าง เช่น ในดวงชะตา จันทร์ สถิตในเรือนที่ 4 สัมพันธ์ถึง เสาร์ ซึ่งสถิตในราศีตุลย์ เป็นต้น เราอาจพยากรณ์ด้วยความแม่นยำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ว่า เจ้าชะตาจากบ้านอยู่เป็นนิจสิน หรือในกรณี อาทิตย์ สถิตในเรือนที่ 5 ทำมุม 45 องศากับศุกร์ซึ่งสถิตในราศีตุลย์ คำพยากรณ์ที่ว่า ชอบเป็นศิลปินนักแสดงหรือเป็นครูในโรงเรียนช่างศิลปะ

6.       ในกรณีพิจารณา ราศี ที่สถิตของดาวในเรือนชะตาที่พิจารณา ด้วย ดังตัวอย่างเช่น ในดวงชะตาหนึ่งตรวจพบว่า อังคารสถิตในเรือนที่ 5 ราศีธนู ทำมุม 90 องศากับ มฤตยูในราศีมีน ก็อาจพยากรณ์ได้ว่า ชอบอาสางาน หรือ มีหัว อังคารในเรือนที่ 5 ไปทางด้านการเมือง ราศีธนู ซึ่งจะทำให้ตนต้องเดือนร้อนโดยไม่คาดคิดมาก่อน มฤตยูในราศีมีน

7.       ขอให้ท่านสนใจคำแปลของ พฤหัส สถิตในเรือนที่ 5 ในคัมภีร์สูตรเรือนชะตา คือ มีโชคในการอาสาการงาน การเสี่ยงโชค บุตร ในการสอนหรือในการเรียน จากสิ่งบันเทิงใจและความรัก เจ้าชะตาจะแสดงโชคจากสิ่งตามที่กล่าวมานี้

จากประสบการณ์พบว่า คำพยากรณ์นี้มีผลแน่นอนมาก และพบเสมอในดวงชะตาของ ครู และศิลปิน และคำว่าเรือนที่ 5 ก็ไม่ได้หมายความแต่ฉะเพาะการนับจากเรือนที่ 1 ไปเท่านั้น อาจเป็นเรือนที่5 จากเรือนอื่น ๆ ก็ได้ เรือนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เช่นเรือนที่ 5 จากเรือนที่ 7 คู่ครอง จะเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามคำพยากรณ์นี้ หรือเรือนที่ 5 จากเรือนที่ 6 สัตรูในการงานจะมีคุณสมบัติตามคำพยากรณ์นี้ หรือเรือที่ 5 จากเรือนที่ 4 บิดาหรือมารดาจะมีคุณสมบัติตามคำพยากรณ์นี้ หรือเรือนที่ 5 จากเรือนที่ 12 ก็ให้พยากรณ์ว่า สัตรูลับ ๆ จะเป็นผู้คุณสมบัติตาคำพยากรณ์นี้ หรือเรือนที่ 5 จากเรือนที่ 11 มิตรสหายจะมีคำสมบัติตามคำพยากรณ์นี้

8.       การพยากรณ์จะยิ่งมีความแม่นยำยิ่งขึ้น หากใช้เรือนชะตาของโหราศาสตร์ยูเรเนียน ตามแนวของท่าน วิตเตอร์ และที่นิยมกัน ก็คือ

1.       เรือนชะตาเมอริเดียน เป็นเรือนชะตาที่สำคัญที่สุด และใช้เป็นหลักในการพยากรณ์

2.       เรือนชะตาอาทิตย์ สำหรับเจ้าชะตาชาย สำหรับหญิงใช้สำหรับทำนายคู่ครอง

3.       เรือนชะตาจันทร์  สำหรับเจ้าชะตาหญิง สำหรับชายใช้สำหรับทำนายคู่ครอง

9.       ทฤษฏีเรือนชะตาสำหรับโหราศาสตร์ทุกระบบ เส้นแบ่งเรือนชะตา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีสภาพเสมือนเป็น จุดอิทธิพล ซึ่งมีความหมายตามความหมายเรือนชะตานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น เส้นแบ่งเรือนชะตาที่ 2 แปลว่า การเงิน ของเจ้าชะตา เป็นต้น ซึ่งดาวหรือปัจจัยที่มีสัมพันธ์กับเส้นแบ่งเรือน จะบอกถึงความเป็นไปของสิ่งตามความหมายของเรือนชะตานั้น ๆ

ตัวอย่าง เช่น พฤหัส ทำมุม 45 องศากับเส้นแบ่งเรือนที่ 2 การพยากรณ์ว่า มีโชคลาภและความสำเร็จทางด้านการเงิน ชอบทำธุรกิจ ประสบชัยชนะในด้านอุดมการณ์ เพราะความเมตตาจิตจะทำให้ผลกำไรลดน้อยลง คือพยากรณ์เหมือนกับ พฤหัสในเรือนที่ 2 ดูคำพยากรณ์จากคัมภีร์สูตรเรือนชะตา เรือนชะตาอื่น ๆ ก็คงใช้ถือปฏิบัติอย่างเดียวกัน

เนื่องจาก ตรงจุดเส้นแบ่งเรือนชะตานี้ มีอิทธิพลแรงที่สุด เพราะฉะนั้นดาวที่สถิตที่เส้นแบ่งเรือนก็ดี มีตำแหน่งสัมพันธ์กับเส้นแบ่งเรือนก็ดี จะมีอิทธิพลแรงที่สุดสำหรับเรือนชะตานั้น ยิ่งสัมพันธ์สนิทก็ยิ่งแรงมากขึ้น และแรงกว่าดาวที่สถิตในเรือนชะตานั้นเสียอีก

ตัวอย่าง เช่น อังคาร ทำมุม 45 องศากับเส้นแบ่งเรือนที่ 2 จะมีอิทธิพลต่อเรือนที่ 2 มากกว่าดาวที่สถิตในเรือนที่ 2 เสียอีก

 

บทที่ 444
 

ดาวอยู่ในราศีจะให้อะไรกับเรา
 

                สิ่งที่บอกถึงอุปนิสัย จิตใจ สภาพแวดล้อมของเจ้าชะตาคือ ดาวที่สถิตในราศีต่าง ๆ จะบ่งบอกถึงความเป็นมาและความเป็นไปของตัวเจ้าชะตา ว่าเป็นคนอย่างไร การอ่านท่านก็ต้องอ่านจากจุดเจ้าชะตาอยู่ในราศีอะไรก่อนเป็นอันดับแรก โดยแยกเป็น เมริเดียน อาทิตย์ จันทร์ จะบ่งบอกถึงตัวของเจ้าชะตาเป็นแก่นแท้ เช่นเมริเดียนก็จะบอกถึงจิตแท้ ๆ ว่าเค้ามีอุปนิสัย สันดานดิบเป็นอย่างไร  อาทิตย์ ก็จะบ่งบอกถึงตัวเจ้าชะตาเป็นเป็นคนอย่างไร รวมไปถึง สามี และพ่อด้วย ส่วนจันทร์ ก็จะบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุด้วย ส่วน ลัคนา เมษ ราหู ก็จะบอกถึงสภาพแวดล้อมที่ปรุงแต่งตัวเจ้าชะตาให้ตกอยู่ในสภาพอย่างไรแต่ไม่ใช้ตัวตนของเค้าจริง ๆ  เช่นลัคนาเราจะใช้สำรวยสภาพแวดล้อมที่เป็นวัตถุ และมีชีวิต สิ่งรอบ ๆ ตัวเขาเป็นอย่างไร เช่นบ้าน จังหวัด สัตว์เลี้ยง พื้นที่ ฯลฯ เช่น ลัคนา อยู่ในราศีเมษ เค้าก็จะเป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง ชอบทำกิจกรรม อยู่ไม่สุข แสวงหาอำนาจ การเอาชนะเป็นต้น แต่จริงแล้วตัวตนเค้าอาจมี เมริเดียนอยู่ในราศีตลุย์ซึ่งบ่งบอกถึงเป็นคนรักสงบ เรียบง่ายเป็นตน ส่วนจุดเมษ จะบอกสภาพว่าเค้าอยู่ในโลกนี้เป็นอย่างไร กายของเค้า  จะกว้างกว่าลัคนา การเข้าไปสัมผัสกับประชาชน หรือมวลชน เป็นต้น ส่วนราหู จะบ่งบอกถึงสภาพบุคคลใกล้ชิดในด้ายจิตใจ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่มีความใกล้ชิดกันในด้านจิตใจซึ่งกันและกันแต่ไม่ใช่ตัวตนเค้า

                อันดับต่อไปเราก็ไปดูดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ อยู่ในราศีอะไร ก็จะบอกสภาพแวดล้อม รวม ๆ ว่าเค้าเป็นคนอย่างไร ทำงานอะไร มีนิสัยแบบไหน เพิ่มขึ้นไปอีก เช่นมีดาวพุธอยู่ในราศีเมษ ก็จะแปลว่าเป็นคนมีความคิดริเริ่มที่ใหม่ ๆ อยู่เสมอ หรือจะแปลไปในเรื่องของคำพูดก็จะแปลว่าเป็นคนพูดแรงไม่เข้าหูคนอื่นนัก เป็นตัน หรือเนปจูนอยู่ในราศีกรกฏ  ก็จะแปลได้ว่าเป็นคนช่างฝันมีจิตนาการ หรือภรรยาเป็นคนหลงใหลอะไรได้ง่าย หรือภรรยามีจิตนาการ ชอบฝันกลางวันเป็นต้น เราจะใช้ดาวพระเคราะห์เพื่อค้นหาตัวตนของเข้าชะตาเป็นอันดับแรกก่อนที่จะลงลึกลงไปถึงการที่ดาวเข้ามุม  หรือการหาจุดศูนย์รังสี และจุดอิทธิพลกันต่อไป เพียงเรื่องดาวพระเคราะห์อยู่ในราศีอะไรก็สามารถบอกเรื่องต่างๆ ของเจ้าชะตาได้อย่างมากมายและ การอ่านท่านต้องมีจิตนาการด้วยว่าน่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ได้ ไม่ควรให้คำจำกัดความบีบเพียงเรื่องเดียวใหม่ ควรแปลไว้หลาย ๆ ด้านก่อนเมื่อท่านมีความชำนาญมากขึ้นเราถึงพูดให้แคบลง และตรงเป้าหมายในดวงชะตา เช่นดาวพุธอยู่ในราศีธนูก็จะแปลไปได้ว่าเค้ามีปัญหาดี มีความคิดอันกว้างไกล หรือจะแปลว่าเค้ามีการติดต่อกับต่างประเทศ หรือสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ เป็นต้น ที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นการให้ท่านทราบถึงการเอาราศีมาผสมกับดาวก็จะได้ความหมายที่รุนแรง เกี่ยวกับตัวเค้า ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งที่เราทำนายออกไปจะตรงเป้าหมายอย่างแน่นอน

บทที่ 445
 

ระวิมรรค ( Ecliptic )

          ระวิมรรมคือ วิธีโคจรของอาทิตย์ที่เรามองเห็นจากโลกบนผิวทรงกลมฟ้า วิถีโคจรนี้มีลักษณะเป็นกลมใหญ่ มีทิศทางจากตะวันตกไปตะวันออกตามธรรมชาติการโคจรของดวงอาทิตย์

          เนื่องจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ปีละ 1 รอบ ในลักษณะที่แกนโลกเอียงทำมุมอันหนึ่งกับพื้นที่บรรจุแนวโคจรซึ่งวิชาดาราศาสตร์เรียกมุมนี้ว่า E    วิถีโคจรของอาทิตย์จึงทำมุมกับศุนย์สูตรฟ้าเท่ากับมุมนี้ด้วย ทำให้วิธีโคจรของอาทิตย์หรือระวิมรรคตัดกับศูนย์สูตรฟ้า 2 จัด ดูภาพประกอบ จุดตัดขาขึ้นมีชื่อเรียกว่า อุตุตรวิษุวัต หรือ วสันตวิษุวัติ จุดตัดขาลงเรียกว่า ทักษิณวิษุวัติ หรือ ศารทวิษวัติ ตรงกับคำในภาษาต่างประเทศว่า  Vernal equinox  และ Autumanl equinox ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีอีก 2 จุดที่มีความสำคัญยิ่งในกิจกรรมทางโหราศาสตร์ คือจุดที่อาทิตย์โคจรปัดเหนือสุดกับใต้สุด วิชาโหราศาสตร์เรียกจุดนี้ว่า คุตตรมหากรานติ หรือ ครีษมายัน กับจุด ทักษิณมหากรานติ หรือ เหมายัน ตามลำดับ และตรงกับคำในภาษาต่างประเทศว่า Summer solstice และ Winter solstice

 

จุดเปลี่ยนฤดูกาลทั้ง 4 ของโลก

 

          เมื่อมองโลกให้ไฟศาล เป็นอิสระจากขนบประเพณี ศาสนาและลัทธิความเชื่อถือใด แต่ยึดหลักความจริงเพียงอย่างเดียวแล้ว จะพบว่าโลกเรานี้แบ่งฤดูการออกเป็น 4 ฤดู โดยสอดคล้องกับตำแหน่งสำคัญทั้ง 4 ของระวิมรรคดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งจะสอดคล้องกันกับธรรมชาติในรอบปีอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง กล่าวคือ

          ฤดูใบไม้ผลิ        เริ่มต้น อาทิตย์โคจรถึง วสันตวิษูวัต   21 มีค.

          ฤดูร้อน              เริ่มต้น อาทิตย์โคจรถึง ครีษมายัน      22 มิย.

          ฤดูใบไม้ร่วง       เริ่มต้น อาทิตย์โคจรถึง ศารทวิษุวัติ    23 กย.

          ฤดูหนาว           ริ่มต้น อาทิตย์โคจรถึง เหมายัน          21 ธค.

 

 

สรุปคำศัพท์ต้องทราบเกี่ยวกับทรงกลมฟ้า

วงกลมใหญ่ ( Great circles )

          คือบรรดาวงกลมต่าง ที่แบ่งทรงกลมฟ้าออกเป็น 2 ส่วนเท่า กัน ซึ่งวงกลมที่กลากขึ้นบนทรงกลมฟ้าตามเงื่อไขนี้จะเป็นวงกลมที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเรียกเป็นพิเศษว่า วงกลมใหญ่

ขั้วฟ้า  ( Celestial poles )

          ขั้วฟ้า คือจุดบทรงกลมฟ้าที่ตรงกับขั้วโลก เมื่อต่อแกนโลกออกไป แกนโลกก็จะทะลุทรงกลมฟ้าที่จุด 2 จุด จุดที่ตรงกับขั้วโลกเหนือเรียกว่า ขั้วฟ้าเหนือ จุดที่ตรงกับขั้นโลกใต้เรียกว่า ขั้นฟ้าใต้

ขั้วระวิมรรค  ( Poles of ecliptic )

          เมื่อเราลากเส้นตรงจากศูนย์กลางโลกตั้งฉากกับพื้นที่บรรจุระวิมรรค ( พื้นระวิมรรค ) เส้นตรงเส้นนี้จะตัดทรงกลมฟ้าที่จุด 2 จุด จุดทั้ง 2 จุดนี้ คือ ขั้วระวิมรรค จุดที่อยู่ในซีกฟ้าเหนือเรียกว่า ขั้วระวิมรรคเหนือ จุดที่อยู่ในซีกฟ้าใต้เรียกว่า ขั้วระวิมรรคใต้

ศูนย์สูตรฟ้า ( Equator )

          คือวงกลมใหญ่บนทรงกลมฟ้าที่ตรงกับศูนย์สูตรโลก หรืออาจกล่าวในภาษาคำนวณได้ว่าเมื่อขยายพื้นราบที่บรรจุเส้นศุนย์สูตร ( พื้นศูนย์สูตร ออกไป ) พื้นราบนี้จะตัดทรงกลมฟ้าเส้นรอยตัดที่ทรงกลมฟ้านี้คือ ศูนย์สูตรฟ้า

 

 

พื้นระดับ ( Horizons )

          ได้แก่พื้นราบที่ผ่านตำบลที่พิจารณา พื้นระดับจะตัดกับทรงกลมฟ้าเป็น เส้นขอบฟ้า พื้นระดับนี้เราอาจมองเห็นได้และมีชื่อเฉพาว่า พื้นระดับที่ปรากฏ ( Visible horizon )

          ถึงอย่างไรก็ดียังมี พื้นระดับจริง ( Rational horizon ) ซึ่งหมายถึงพื้นราบที่บรรจุวงกลมใหญ่และขนานกับพื้นระดับที่ปรากฏ พื้นระดับจริงนี้เองที่วิชาดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ใช้เป็นพื้นฐานในการคำนวณ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า พื้นระดับจริงคือพื้นรายที่ตั้งฉากกับเส้นดิ่งของตำบลที่พิจารณาและผ่านจุดศูนย์กลางของโลก

มุมอีคลิปติค ( Eeliptic Angle )

          นิยมเรียกว่า มุม E ได้แก่ มุมระหว่างระวิมรรคกับศูนย์สูตรฟ้า มุม E นี้มีค่าไม่คงที่ กล่าวคือมีค่าลดลงเล็กน้อยทุกปี ในวันที่ 1 มกราคม .. 2460 มีค่า 23 องศา 26 ลิบดา 59.8 ฟิลิบดา และ .. 2511 มีค่าเท่ากับ 23 องศา 26 ลิบดา 36.40 ฟิลิบดา

เมอริเดียน ( Meridian )

          เมอริเดียน คือ บรรดาวงกลมใหญ่ที่ผ่านขั้นฟ้าทั้ง 2 และอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเมอริเดียนก็คือลองติจูด ที่ต่อออกไปตัดกับทรงกลมฟ้านั่นเอง เมอริเดียน 0 องศา คือเมอริเดียนที่ตรงกับลองติจูด 0 องศา ซึ่งผ่านหอดูดาวเมืองกรีนนิช ประเทศอังกฤษ และกำหนดว่าเป็น

เมอริเดียนกำเนิด ( Prime meridian ) มาตราวัดเมอริเดียนจะตรงกับมาตราวัดลองติจูดเสมอไป เช่นลองติจูดของ กทม. เท่ากับ 100 องศา 30 ลิบดา ตะวันออก  เมอริเดียน กทม.ก็คือ 100 องศา 30 ลิบดา ตะวันออก เช่นเดียวกัน

สมผุส ( Longitude )

          สมผุส ตรงกับคำในภาษาต่างประเทศว่า Longitude หรือ ลองติจุดฟ้า นั่งเอง

          สมผุสหรือลองติจุดฟ้าคือ วงกลมใหญ่ที่ผ่านขั่วระวิมรรคทั้ง 2 วิชาดาราศาสตร์และโหราศาสตร์วัดสมผุสโดยง่ามมุมหรือระยะเชิงมุมจากจุดวิษุวัตในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาตามระวิมรรค ( หรือตามจักรราศี) จนถึงจุดที่สมผุสหรือลองติจูดฟ้าตัดกับระวิมรรคตรงซีกที่วัตถุท้องฟ้าที่พิ่จารณานั้นสถิต

แล๊ทติจูดฟ้า ( Latitude )

          คือ ระยะเชิงมุมระหว่างระวิมรรคกับวัตถุท้องฟ้า หรือจุดบนท้องฟ้าที่พิจารณานั้นตามแนวลองติจูดฟ้าหรือเส้นสมผุสของวัตถุท้องฟ้าหรือจุดบนท้องฟ้าดังกล่าว แล๊ทติจูตฟ้าที่เหนือระวิมรรคจะมีค่าเป็น เหนือ และใต้ระวิมรรคจะมีค่าเป็น ใต้ ตัวอย่าง เช่น พฤหัส มีแล๊ทติจูดฟ้า 0 องศา 56 ลิบดา ใต้ หมายความว่าพฤหัสสถิตห่างจากระวิมรรคไปทางใต้ 0 องศา 56 ลิบดา ตามแนวลองติดจุดฟ้าที่ผ่านพฤหัส


 

เมอริเดียน กับ ลัคนา

 

          ในวิชาโหราศาสตร์ มีจุดสมมุติที่สำคัญยิ่ง อยู่ คือ

n     เมอริเดี่ยน ( Meridin ) ซึ่ง แสดงอิทธิพลเป็น วิญญาณ ของเจ้าชะตา

n     ลัคนา ( Ascendent  )   ซึ่ง แสดงอิทธิพลเป็น สิ่งแวดล้อม ของวิญญาณเจ้าชะตา

n     ราหู  ( Node )     ซึ่งแสดงอิทธิพลเป็น สิ่งแวดล้อม ของจิตเจ้าชะตา

 

          เมอริเดียน ( Meridian / Medium Coeli or M.C. )

บางที่ก็อาจเรียกว่า จุดจอมฟ้า ( Midheaven ) คือจุดตัดระหว่างเส้นเมอริเดียนที่ผ่านตำบลนั้นกับเส้นระวิมรรค เส้นเมอริเดียนที่ผ่านตำบลที่พิจารณานั้น เช่นตำบลที่เกิดของเจ้าชะตาเป็นต้น จะตรงกับเส้นลองติจูดที่ผ่านตำบลดังกล่าวนั่นเอง หรืออาจสรุปได้ว่า คือ จุดตรงศรีษะนั่นเอง และที่ปรากฏในดวงชะตานั้นเป็นการ กำหนด ลงบนเส้นระวิมรรคตามกรรมวิธีทางการคำนวณ และเนื่องจากอาทิตย์จะผ่านจุดนี้ตอนเที่ยงวันพอดี จึงอาจพิจารณาว่าเป็นเสมือนอาทิตย์สมมุติที่แผดกล้ามากที่สุด จุดที่อาทิตย์ให้พลังงานสูงสุดของวัน เพราะเหตุนี้เอง วิชาโหราศาสตร์ยุดนี้จึงพิจารณาว่า เมอริเดียน คือ วิญญาณ ของเจ้าชะตา

ลัคนา ( Ascendent )

          คือจุดตัดระหว่างระวิมรรคกับพื้นระดับจริงที่ผ่านตำบลที่พิจารณา หรือตำบลที่เจ้าชะตาเกิด และเป็น ขาขึ้น ส่วนจุดตัด ขาลง เรียกว่า อัสตลัคนา  หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดที่แนวโคจรของดวงอาทิตย์ตัดกับเส้นของฟ้าทางทิศตะวันออก ขณะเจ้าชะตาเกิดนั่นเอง บางทีก็เรียกว่าจุดนี้ว่า จุดอุทัยและเรียกคำเต็มว่า อุทัยลัคนา  นักโหราศาสตร์มองการอุทัยของดวงอาทิตย์ว่าเทียบได้กับการคลอดออกจากครรภ์มารดา ซึ่งการคลอดนี้ก็คือการทำให้เจ้าชะตาต้องเผชิญสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก และเขาก็จะเริ่มอยู่ในอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมตั้งแต่บัดนั้น นักโหราศาสตร์จึงพิจารณา ลัคนา เป็นสิ่งแวดล้อม ของเจ้าชะตาในระดับวิญญาณ ซึ่ง ขณะเขาเกิดจุดลัคนามีสภาพเช่นใด สิ่งแวดล้อมของเขาก็จะเป็นเช่นนั้น  ในทำนองเดียวกับของเมอริเดียน เวลา 6.00 . จริงอาทิตย์จะอุทัยพอดี หรือก็คืออยู่กับจุดลัคนาพอดีนั่นเอง ส่วนกรณี
เมอริเดียนนั้น
ขณะเทียงวันจริง เมอริเดียนจะอยู่ตรงกับอาทิตย์ขณะนั้นพอดี อัตราการโคจรของเมอริเดียนกับลัคนา คือ 1 ราศี ใช้เวลา 2 ชั่วโมง หรือ 1 องศา ใช้เวลา 4 นาที
บทที่ 446
 

 วงรอบสองเท่าของอายุ

                ความจริง วงรอบ สองเท่า ของอายุ หมายความว่า  เหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม เมื่อได้เกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต เหตุการณ์
ในจำพวงเดียวกันนั้น จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออายุเป็น
2 เท่า

                ดังตัวอย่าง เช่น นาย แดง เมื่ออายุ 14 ปี เรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษา และต้องออกจากโรงเรียนไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่น
ครั้นเมื่อ นาย แดง อายุ
28 ปี ( สองเท่าของ 14 ปี นาย แดง อาจต้องย้ายที่อยู่ ดังนี้เป็นต้น และเมื่อนาย แดง อายุ 56 ปี
นาย แดง อาจ ถึงแก่กรรม ก็ได้ 
(สองเท่าของ 28 ปี ) การที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการจากที่เรียน ก็ดี การจากที่อยู่ก็ดี
การถึงแก่กรรม ก็ดี ล้วนเป็น การพลัดพราก จากบุคคลจำนวนมาก ๆ หรือ การจากไป เมื่อถึงจังหวะวงรอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงปรากฏขึ้นตามลีลาที่คล้ายคลึงกัน สำหรับเหตุผลว่า ทำไม
? จึงต้องมาปรากฏเมื่ออายุเป็น 2 เท่า
นักศึกษาได้ศึกษาต่อไปในเรื่องของ การพยากรณ์จร ด้วย โค้งสุริยยาตร์

                วงรอบ 2 เท่าของอายุ นี้ นักศึกษา จะลืมไม่ได้ตลอดชีวิต และเมื่อนักศึกษาได้ไปปฏิบัติการพยากรณ์จริง ๆ
เมื่อทำการพยากรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว จะต้อง ลองเอา
2 หาร อายุของเจ้าชะตา แล้วสอบดูว่า เมื่ออายุ
ครึ่งหนึ่งของอายุปัจจุบันนี้นั้น มีเหตุการณ์เมื่อครั้งกระโน้น คล้ายคลึงกันกับเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นแก่เขาตามคำพยากรณ์
ของท่านหรือไม่ และถ้าหากว่า ไม่สอดคล้องกัน นักศึกษาจะต้องพยากรณ์ทบทวนดูใหม่ให้รอบคอบ
เพราะมีหวังพยากรณ์ผิดเข้าไปแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็
50 เปอร์เซ็นต์

ปกิณกะ

                ราว 60 - 70 เปอร์เซ็นต์ ที่บุคคล จะบรรลุถึง จุดสูงที่สุด ในชีวิตของเขา เมื่อ อายุเป็น สองเท่า ของอายุ เมื่อตอนแต่งงาน

                ตัวอย่าง นายแดง แต่งงานอายุ 24 ปี ชะตาชีวิต ของนาย แดง จะสูงส่งที่สุด เมื่ออายุ 48